www.go2writer.com

ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว: แกะรอยหนังสือสุดซึ้งแห่งทศวรรษ II


 

วิธีครูพักลักจำที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของนักเขียนก็คือ “จงแกะรอยจากนิยายที่คุณชอบ

 

คุณคิดว่า นักเขียนฝึกหัดมีโอกาสได้คลุกวงในกับนักเขียนระดับมืออาชีพจริงๆ มากน้อยเท่าไหร่ครับ

บางคนโชคดีครับ เกิดมาก็ได้อยู่ท่ามกลางคนรู้จักที่เป็นนักเขียน หรือเกิดในครอบครัวของนักเขียนด้วยซ้ำ บางคนมุมานะพยายาม ผลักดันตัวเองจนเข้าไปอยู่ร่วมวงกับเขาได้

แต่นักเขียนฝึกหัดโดยส่วนใหญ่ เราอยู่ห่างไกลจากคำว่าแวดวงนักเขียนเอามากๆ เลยล่ะ!

ผมไม่ได้จะบั่นทอนกำลังใจนะครับ แต่เราต้องมาพิจารณาข้อเท็จจริงนี้กันก่อน หากคุณเป็นนักเขียนฝึกหัดที่ไม่ได้อยู่คลุกคลีกับนักเขียนระดับมืออาชีพ หรือแวดวงบรรณาธิการ ก็เท่ากับว่า คุณจะไม่มีครูคอยชี้นำ

เมื่อไม่มีครูคอยชี้นำ คุณก็ต้องเริ่มต้นจาก 0 จริงไหมครับ?

การเริ่มต้นจาก 0 ไปให้ถึง 100 เป็นเรื่องที่ทำได้ครับ แต่ว่ามันค่อนข้างยากและเสียเวลา เว้นแต่ว่าคุณจะเป็นคนหัวไวสุดๆ หรือเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ บ้าระห่ำทำมันจนตรงตามกฎ 10,000 ชั่วโมงของ Malcolm Gladwell ซึ่งเมื่อลองเทียบกับคนที่อาจจะเริ่มต้นที่ 10, 20, 50 การไปให้ถึง 100 ของคนที่มีต้นทุนอยู่บ้าง ก็ย่นย่อเวลาได้มากกว่า

นี่คือคำถามของผมนะครับ… แล้วเราจะเดินทางกันไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้กันจริงๆ เหรอ?

 

www.go2writer.com

 

ผมเขียนนิยายลงเว็บบอร์ดครั้งแรกในปี พ.ศ.2547 ครับ เป็นนิยายแนวแฟนตาซีไทยๆ หน่อย และได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี (แต่เขียนไม่จบหรอก แล้วตอนนี้ก็จำไม่ได้แล้วว่าทำไมถึงเขียนไม่จบ ฮ่า ฮ่า) เหตุผลที่ทำให้นิยายเรื่องนั้นมีคนชอบหลายคนเป็นเพราะผู้คนชอบผมครับ (เฮ้ยยย หลงตัวเองมาก ฮ่า ฮ่า) แต่นี่ผมพูดจริงนะ มันตรงกับหลักการทางการตลาด เมื่อคนชอบคุณ เขาก็จะชอบงานคุณไปโดยปริยาย แต่ถ้าเขาเกลียดคุณ ก็มีแนวโน้มที่เขาจะเกลียดงานของคุณด้วย และถ้าเขาไม่รู้จักคุณเลย เขาก็จะไม่รู้จักงานของคุณเช่นกัน

แต่นั่นเป็นเรื่องของหลักการตลาดที่ผมยังไม่มีความเชี่ยวชาญครับ เอาไว้ผมเรียนมาเมื่อไหร่ค่อยคุยเรื่องนั้นละกัน ตอนนี้เรามาคุยเฉพาะประเด็นเรื่องการเขียนกันก่อน

เพราะนอกเหนือจากหลักการตลาดที่ว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้นิยายของผมได้รับเสียงตอบรับที่ดี ก็เพราะผมฝึกฝนการเขียนมาจนใช้ได้ครับ

แต่ถ้าถามว่ามันเข้าที่เข้าทางไหม… คำตอบก็คือ ไม่!

มันยังมีหลายส่วนครับที่ประดักประเดิด มีแนวความคิดบางอย่างที่ผมคิดว่ามันเจ๋งมากๆ แต่สำหรับคนอ่านแล้วเขาจะรู้สึกว่า มันตลกและไม่เข้ากับเรื่อง

แต่ผมเดินทางคนเดียวครับ ไม่มีใครคอยให้คำแนะนำ และในยุคนั้น ถึงจะมีหนังสือสอนการเขียน แต่ก็เน้นไปที่ระบบโครงสร้างเสียเป็นส่วนใหญ่ มันเลยไม่ตอบโจทย์ในระดับลึกที่ผมต้องการ

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ตัวก็คือ ถ้าขืนยังเป็นอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ ล่ะก็ ผมคงไม่มีวันพัฒนาได้แน่ๆ

การทำผิดซ้ำๆ เดิมๆ ไม่ได้ช่วยให้คุณเก่งขึ้นครับ มันแค่ทำให้คุณ “ทำผิดพลาด” ได้เก่งขึ้นเท่านั้นแหละ

หลายคนชอบอ้างโทมัส อัลวา เอดิสัน ในข้อนี้ โดยไม่เข้าใจเลยว่า จริงๆ โทมัส ไม่ได้พลาดในเรื่องเดิม แต่เขาพลาดในเรื่องใหม่ๆ ต่างหาก… อันนี้เรียกว่าฉลาด ไม่ใช่ดันทุรัง

ต่อครับ เมื่อรู้สึกตัวแล้ว ผมจึงเริ่มมองหาโอกาสในการพัฒนาตัวเองสองด้าน ด้านแรกคือ ส่งเรื่องไปให้บรรณาธิการสำนักพิมพ์เพื่อให้ได้รับคอมเม้นท์ติชมกลับมา แต่อย่างไรก็ดี วิธีนี้ผมจะต้องเขียนนิยายให้จบเสียก่อน (OMG! – ฮ่า ฮ่า) เลยต้องใช้เวลานานมาก และเมื่อส่งไปแล้ว ถ้าโชคร้าย คุณก็อาจจะเจอคอมเม้นท์แย่ๆ จากสำนักพิมพ์แย่ๆ และกองบรรณาธิการแย่ๆ ได้เช่นกันครับ แต่ถ้าคุณโชคดี คุณก็จะได้รับคอมเม้นท์ดีๆ มีประโยชน์ที่คุณสามารถเอากลับมาปรับปรุงตัวเองได้ (ด้วยความเคารพ… ตอนนั้น หนึ่งในสำนักพิมพ์ที่ผมคิดว่า กองบรรณาธิการคอมเม้นท์กลับมาได้น่ารักมากๆ เลยก็คือ สำนักพิมพ์อักขระบันเทิงครับ)

ส่วนด้านที่สองคือ ผมจะต้องเรียนรู้จากวิธีครูพักลักจำครับ โดยแกะรอยเอาจากหนังสือนิยายที่ตัวเองชอบ

อย่าเพิ่งคิดนะครับว่า การอ่านนิยายแบบนั้นไม่สนุก ที่จริงแล้วผมก็อ่านนิยายสนุกสนานไปกับเนื้อเรื่องนั่นแหละครับ แต่ว่าพออ่านจบแล้ว สมองผมไม่ได้จบไปพร้อมกับนิยาย ผมยังคงครุ่นคิดและใคร่ครวญถึงสิ่งที่ประทับใจและไม่ประทับใจในเรื่อง แล้ววิเคราะห์เพื่อหาเหตุผล ก่อนจะทำเป็นบทสรุปออกมาว่าทำไมผมถึงชอบหรือไม่ชอบในสิ่งนั้นๆ จนได้เป็นสูตรสำเร็จของตัวเองออกมา

แล้วยิ่งแกะรอยไปเรื่อยๆ ผมยิ่งสนุกครับ ดีไม่ดี ผมว่าผมชอบศึกษาศาสตร์แห่งการเขียนนิยายมากกว่าการเขียนนิยายจริงๆ อีกนะครับเนี่ย ฮ่า ฮ่า

และการแกะรอยนี่แหละครับที่ทำให้ผมครูพักลักจำเทคนิคชั้นยอดของนักเขียนหลายๆ ท่านมาประยุกต์ใช้จนได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรก

แต่ถ้าถามว่าพอใจไหม… คำตอบก็คือ ไม่ อยู่ดี – ฮ่า ฮ่า เพราะผมรู้ว่า สิ่งที่ตัวเองรู้มันยังไปไม่ถึงที่สุด

ผมอยากไปให้ถึงที่สุดครับ นั่นน่ะ เป็นความฝันสูงสุดเลย

 

 

แล้วผมกำลังจะบอกอะไรคุณ…

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกก็คือ แม้คุณจะเป็นนักเขียนฝึกหัดที่ไม่ได้คลุกคลีกับแวดวงบรรณภพ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจาก 0 เสมอไป การศึกษาและตามรอยของหนังสือชั้นยอดจะทำให้คุณรังสรรค์ผลงานชั้นยอดได้ในเวลาที่รวดเร็วกว่าการดั้นด้นไปด้วยตัวคนเดียว

และนิยายชั้นยอดที่ผมจะพาคุณแกะรอยเป็นเล่มแรกในในโปรเจ็คนี้ก็คือ “ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว” หนังสือจากแดนปลาดิบ ที่ซาบซึ้งตรึงใจ เรียกน้ำตาคนอ่านให้ไหลพราก ของคุณ Genki Kawamura ซึ่งในบทที่แล้วผมงัดแงะร่องรอยแรกมาแสดงให้คุณเห็นแล้วคือเรื่องของการเล่นกับประเด็น ส่วนในบทนี้ ผมจะนำคุณไปพบกับอีกสามร่องรอย เพื่อคุณจะได้เข้าใจเส้นทางของการมุ่งไปสู่นิยายที่ยอดเยี่ยมนั้น ต้องเดินทางอย่างไรกันบ้าง

นี่ผมกินเวลาคุณมานานมากอะ (ฮ่า ฮ่า) ขออภัยครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าเนาะ

 

www.go2writer.com

 

2.รู้จักเล่นกับความขัดแย้งแห่งภาพจำ

อะไรคือภาพจำ?

ภาพจำคือการเชื่อมโยงในมโนสำนึกครับ ว่าสิ่งหนึ่งหมายถึงสิ่งหนึ่ง หรือ ถ้าเกิดสิ่งหนึ่งย่อมเกิดอีกสิ่งหนึ่งตา ภาพจำนี้มักจะเกิดขึ้นจากการถูกป้อนข้อมูลซ้ำๆ จนกลายเป็นภาพปรากฏขึ้นในใจ

เรียกได้ว่า เป็นแวบแรกที่คุณจะคิดออกเมื่อนึกถึงสิ่งนั้น

ยกตัวอย่างภาพจำที่สังคมพยายามกล่อมเกลาเรามาตั้งแต่อดีตนะครับ

คนรวย = เห็นแก่ตัว

คนบ้านนอก = จิตใจดี

คนหยาบคาย = คนตรงและจริงใจ

ผู้หญิงเซ็กซี่ = แรด

คนเงียบๆ อ่อนโยน = ตอแหล

มีอีกไหมครับ ผมว่าถ้าให้นึกคุณคงนึกออกอีกเยอะเลยล่ะ ภาพจำเหล่านี้คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยสังคมครับ กล่อมเกลาจนเราเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างนั้นแหละ ทั้งที่มันไม่เป็นความจริงเลย คนรวยอาจจะเป็นคนใจกว้างก็ได้ คนบ้านนอกที่จิตใจชั่วร้ายก็มี คนหยาบคายที่โกหกเป็นไฟก็เยอะนะครับ ผู้หญิงเซ็กซี่ก็เป็นไปได้ว่าเธอแค่ชอบแต่งตัว ส่วนคนเงียบๆ อ่อนโยนเพราะเขาเป็นคนจิตใจงามก็มีให้เห็นถมไป

นักเขียนที่แยกภาพจำไม่ออก จะไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่างได้ครับ

ยกตัวอย่างนิยายกำลังภายในของจีนละกัน

ในช่วงหนึ่ง นานมากๆๆๆ นิยายจีนจะมาในรูปแบบที่ พระเอกอยู่ฝ่ายธรรมะ และฝ่ายธรรมะก็คือคนดี ส่วนตัวร้ายจะอยู่ในฝ่ายอธรรม และทุกคนที่อยู่ในฝ่ายอธรรมคือคนชั่ว

ทีนี้ เมื่อหลายสิบปีก่อน นักเขียนจีนอย่าง โกวเล้ง กิมย้ง จับภาพจำตรงนี้ได้ จึงริเริ่มสร้างสรรค์นิยายขึ้นมาใหม่ ด้วยการพลิกให้ ฝ่ายธรรมะเป็นตัวร้าย ฝ่ายอธรรมเป็นคนดี คอยช่วยเหลือพระเอกที่ถูกฝ่ายธรรมะด้วยกันกลั่นแกล้ง จนเกิดเป็นภาพจำแบบใหม่มาจนถึงทุกวันนี้

แล้วคุณเชื่อไหมครับว่า ทุกวันนี้ พอผมเปิดอ่านนิยายกำลังภายในจีน หรือ ดูซีรี่ย์กำลังภายในของจีน ผมแทบจะเดาได้หมดตั้งแต่ต้นเรื่องละว่าใครตัวร้าย ใครตัวสนับสนุนพระเอก ไม่ใช่เพราะผมเก่งนะครับ แต่คนผลิตน่ะ เขาเล่นตามภาพจำเดิมๆ ที่มีมาหลายสิบปีไม่ยอมเปลี่ยนซะที

มันเลยตลกมากๆ จนต้องขำ หึหึ (อันนี้ตลกแล้วเหรอ – ฮ่า ฮ่า) เวลาที่ไปอ่านข้อความของนักเขียนหรือใครก็ตามที่บอกว่า หากจะกลับไปเขียนแบบ ฝ่ายธรรมะคือคนดี ฝ่ายอธรรมคือคนชั่ว มันคลิเช่ คือ… ไอ้ที่ทำกันทุกวันนี่แหละครับ ที่โคตรจะคลิเช่เลย

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอยากจะเขียนนิยายให้แตกต่าง (ถ้าคุณอยากทำนะ แต่ผมไม่ได้บอกว่าความแตกต่างจะดีเสมอไป) สิ่งที่คุณต้องมองหาคือ ภาพจำของผู้คน แล้วเล่นกับมันซะ

ถ้าคุณเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนซึ่งเน้นการหักหลังคนอ่าน การจะยัดเยียดให้ คนที่ไม่น่าสงสัยที่สุดเป็นคนร้าย คนอ่านเขาก็เดาได้ตั้งแต่บทแรกแล้วครับ

หรือถ้าคุณจะเขียนนิยายรัก คุณก็ไม่ควรทำลายภาพจำของคนอ่านไปซะทั้งหมด คุณอาจจะอาศัยภาพจำที่ว่า สาวก๋ากั่นกับหนุ่มผู้เย็นชาต้องทะเลาะกันก่อนแล้วค่อยตกหลุมรักกัน แบบนี้ก็ได้ แต่คุณแค่พลิกองค์ประกอบนิดๆ หน่อยของเรื่องให้คนอ่านพอรู้สึกตื่นเต้น (แต่ไม่ถึงกับหัวใจวาย) เช่น ภายใต้ความก๋ากั่นของแม่สาวน้อยคือความเซ็กซี่ปรอทแตก แต่ต้องปกปิดเอาไว้เพราะเคยถูกทำร้ายเนื่องจากฮอตเกินหน้าเกินตา (ผมนึกภาพหญิงสาวก๋ากั่นกลายเป็นสาวเรียบร้อย มีความเป็นแม่สูง ออก หรือจะพลิกคาแรกเตอร์ให้กลายเป็นนิ่งๆ นางพญาได้ แต่ภาพจำของผู้หญิงก๋ากั่น เจ้าฮะๆ กลายเป็นสาวเปรี้ยว เซ็กซี่ ยังมีภาพจำไม่มากนัก)

นี่แหละครับ การเล่นกับภาพจำ แค่เลือกดูว่า เราจะเล่นกับตรงไหนได้บ้าง อาจจะไม่จำเป็นต้องพลิกมันไปหมดทุกองศา แต่ขอแค่ให้มันมีอะไรแปลกใหม่ ไม่ซ้ำซาก ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

กลับมาดูนิยาย “ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว” กันบ้าง

ในนิยายเล่มนี้ คุณ Genki ก็เล่นกับภาพจำของคนอ่านเหมือนกันครับ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

เนื้อหาภายในเรื่องเกี่ยวข้องกับความเหงา ความเศร้า บรรยากาศซึมๆ เซื่องๆ แต่สวยงาม ซึ่งมู้ดและโทนประมาณนี้ มักจะทำให้เรานึกไปถึงหญิงสาวสวยใส กำลังนั่งริมหน้าต่างในฤดูหนาวที่มีลมพัดใบไม้ร่วงพราวด้านนอก เหม่อมองแสนไกล คิดถึงคนรัก… ประมาณนี้ใช่ไหมครับ หรือไม่ก็เป็นภาพ คนแก่นัยน์ตาฝ้าฟาง มีน้ำในตาคลอหน่วย คิดถึงลูกหลานที่ไม่ได้กลับบ้านวันสงกรานต์ ประหนึ่งโฆษณาไทยประกันชีวิต… หรือไม่ก็ เป็นภาพเด็กกำพร้า โดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้ง นั่งกอดเข่าคู้ที่มุมห้อง ท่ามกลางความมืดสลัวที่โอบล้อม อ้างว้าง เดียวดาย

แต่ความเหงานั้น ไม่ค่อยสร้างภาพจำให้กับ “ผู้ชาย” สักเท่าไหร่

เพราะผู้ชายในภาพจำของคนส่วนใหญ่คือ คนที่เข้มแข็ง อดทน เป็นทหาร เป็นรั้วของชาติ ถ้าหล่อหน่อยก็จะอนุญาตให้ร้องไห้ได้ แต่ถ้าไม่หล่อ มีแค่ความถึก ล่ำ กล้ามโต เมิงๆ – อย่าน้ำตาไหลเด็ดขาด มันจะดูไม่ใช่ผู้ชายไปในทันที! (ขออภัยที่พูดคำหยาบเพื่อเพิ่มอรรถรส ฮ่า ฮ่า)

นี่แหละครับ! คุณ Genki เล่นกับภาพจำนี้ด้วยการให้ตัวละครหลักของเขาเป็นผู้ชาย (ถ้าคุณสังเกตดีๆ นิยายหรือหนังแนวนี้ ที่ตัวเอกเป็นผู้ชาย มักโดนใจคนมากกว่าตัวเอกที่เป็นผู้หญิงเสมอ) ทำให้เกิด Contrast (ความแตกต่าง) ระหว่างสภาพบรรยากาศกับตัวละคร

Contrast นี้แหละครับ ที่เป็นตัวตรึงความสนใจของนักอ่านเอาไว้

สิ่งที่มีความขัดแย้ง มักส่งเสียงเรียกความสนใจได้เสมอ

แต่อย่างไรก็ดี คุณ Genki ก็ไม่ได้ละทิ้งภาพจำแบบเดิมๆ ของความเหงา… นั่นก็คือ แมวครับ

แมวเป็นภาพจำของความเหงามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เราอาจจะรู้สึกว่าแมวเป็นสัตว์ที่น่ารักเวลาดูคลิปต่างๆ ถูกไหมครับ แต่ในระดับสากล ช่วงหนึ่ง แมวถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความโดดเดี่ยว จนถึงกับถูกนำไปล้อในสื่อต่างๆ จนเกิดเป็นภาพจำ คุณป้าตัวคนเดียวที่อยู่กับแมวเต็มอพาร์ทเม้นท์!

นี่แหละครับ คือการเล่นกับภาพจำที่มีพลัง หากคุณกำลังคิดจะสร้างสรรค์นิยายสักเรื่อง ตัวละครสักตัว อย่าลืมนึกถึงจุดนี้ด้วยนะครับ การสร้างความแตกต่างให้กับภาพจำของคนอ่าน – ผมรู้ว่าคุณทำได้แน่ๆ

 

 

3.ทำอุปสรรคให้เข้มข้น

ในส่วนนี้ผมจะไม่พูดเยอะนะครับ เพราะเคยกล่าวเอาไว้ในหลายวาระแล้ว และคิดว่าหากคุณตามอ่านกันมาโดยตลอดก็คงพอจะเข้าใจแล้วล่ะว่า อุปสรรคที่เข้มข้นนั้นส่งผลสำคัญต่อนิยายอย่างไร แต่ในบทนี้ ผมจะหยิบยกประเด็นว่า ในนิยายเรื่อง “ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว” ใช้ความขัดแย้งอย่างไรมาสร้างเรื่องให้เกิด impact (กระทบ) ต่อผู้อ่าน

คุณ Genki สร้างภาวะอุปสรรคแบบ หนีเสือปะจระเข้ครับ

ตัวละครหลักในเรื่องถูกคุณ Genki ผู้ใจร้าย (ฮ่า ฮ่า) ผลักตกลงไปในเหวที่ไม่มีทางขึ้นอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะหันไปทางไหนตัวละครตัวนี้ก็จะต้องพบกับความตายอย่างแน่นอน เพราะหากไม่เลือกอะไรสักอย่าง เขาก็จะหมดลมหายใจ แต่ถ้าเลือกที่จะลบสิ่งต่างๆ ในโลกไปวันละอย่าง วันละอย่าง เพื่อต่ออายุตัวเอง เขาก็คงกลายเป็นคนที่ต้อง ตายทั้งเป็น

ในฐานะของคนเขียนนิยาย ผมบอกได้เลยครับว่า นี่แหละคืออุปสรรคชั้นเลิศ

หากคุณสามารถผลักให้ตัวละครเอกในนิยายของคุณไปอยู่ท่ามกลางอุปสรรคแบบนี้ได้ นิยายของคุณจะตราตรึงใจคนอ่านได้มาก เพราะนักอ่านทุกคนไม่ได้ใจร้ายหรอกนะครับ เขาไม่มานั่งคิดจับผิดหรอก (เว้นแต่ว่ามันตะหงิดใจจริงๆ) เขาพร้อมที่จะเอาใจช่วยคุณ (นักเขียน) และตัวละครของคุณ เสมอ

เพราะงั้น นักเขียนอย่างเราก็ควรตอบแทนนักอ่านให้สาสม โอ๊ะ ไม่ใช่เซ่ – ฮ่า ฮ่า เราควรตอบแทนนักอ่านด้วยการสร้างเรื่องราวที่เข้มข้น สมเหตุสมผล และชาญฉลาด เพื่อเป็นการตอบแทนในน้ำใจนะครับ

 

www.go2writer.com

 

4.คน (ตัวละคร) ต้องเกิดการเรียนรู้

ผมเป็นคนชอบเล่านิทานให้เด็กฟังนะครับ แต่หลังจากเล่าจบแล้ว ผมจะไม่ชอบบอกคติธรรมของนิทานแต่ละเรื่องให้เด็กรู้ เพราะว่า ผมหยิ่ง ฮ่า ฮ่า… ไม่ใช่แล้ว ผมมีแนวคิดประหลาดๆ อย่างหนึ่งว่า อยากให้เด็กรู้จักคิดใคร่ครวญเองน่ะครับ แต่อย่างไรก็ดี หลังจากผมทำอย่างนั้นได้ไม่นาน ผมก็ต้องยอมพ่ายแพ้เพราะรู้แล้วว่า แนวคิดของผมมันไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ เด็กส่วนใหญ่จะถามว่า “แล้วเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร ครับ/คะ” ผมก็เลยร้อง อ๋อ

จริงๆ แล้วคนเราไม่ได้ต้องการฟังเรื่องเล่าเพียงอย่างเดียวหรอกครับ

เราอยากรู้ด้วยว่า ตัวละครในเรื่องเรียนรู้อะไรบ้าง

แล้วเราก็จะเรียนรู้ไปพร้อมกับตัวละครในเรื่องนั่นเอง

ในการอ่านนิยายก็เช่นกันครับ สิ่งแรกสุดเลยที่คนอ่านจะประเมินก็คือ เรื่องนี้เร้าอารมณ์เขาได้ไหม (สังเกตดูนะครับว่า ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเลือกทำอะไรก็ตาม คนเรามักใช้อารมณ์ในการตัดสินเสมอ) มันทำให้เขาร้องไห้ หัวเราะ เครียด กดดัน ตื่นเต้น บีบหัวใจ รึเปล่า หากทำไม่ได้ ต่อให้นิยายของคุณมีข้อมูลดีเลิศยังไง เขาก็คงไม่อ่านต่อ

แต่ถ้าหากนิยายของคุณสามารถตอบโจทย์พื้นฐานด้านอารมณ์ได้ เขาก็จะเริ่มเสาะแสวงหาว่า นิยายของคุณให้อะไรกับตัวเขาบ้าง โดยดูจาก การเรียนรู้ การเติบโต และบทสรุป ที่ตัวละครหลักได้รับ

หากตัวละครของคุณไม่ทำให้ตัวละครเกิดการเรียนรู้ เติบโต และมีบทสรุปอันสมควร คนอ่านเขาก็จะรู้สึกกลวงเปล่า

แต่ถ้าคุณมีพร้อมทั้งสองอย่าง นิยายของคุณก็จะกลายเป็นสิ่งที่น่าประทับใจ

และคนอ่านนั่นแหละครับ ที่จะเพิ่มเครดิตความน่าเชื่อถือให้คุณ อัพเกรดนิยายกับชื่อในฐานะนักเขียนของคุณ ให้อยู่เหนือจากนิยายทั่วไปในท้องตลาด

เช่นเดียวกับนิยายเรื่องนี้ครับ ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว มีบทสรุปและการเติบโต เปลี่ยนแปลง ทางด้านจิตใจในตัวละครหลักที่ชัดเจน เรียกได้ว่าเราจะเห็นพัฒนาการของเขาบทต่อบทเลยทีเดียว เรื่องราวของ “ผม” ในนิยาย จึงสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างมาก จนไม่อาจจะกลั้นน้ำตาไว้ได้

เพราะทุกย่างก้าวแห่งการเรียนรู้ คือความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสีย

นอกจากนี้ การที่ตัวละครเติบโตมีการเติบโต เปลี่ยนแปลง ยังทำให้ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดความคิดเชิงปรัชญาและวลีคมๆ ลงไปในนิยายได้ โดยไม่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าถูกยัดเยียด (นิยายที่ มุ่งเน้นแต่จะใส่คำคมสั่งสอนชาวบ้านชาวช่อง หรือเทศนา โดยไม่สะท้อนไปถึงตัวละครเลยสักน้อย คือนิยายที่คนอ่านรู้สึกเหมือนถูกคนเขียนชี้หน้ายัดเยียดความคิด) ทำให้การสื่อสารนั้น เต็มประสิทธิภาพ

เช่น

ของที่สำคัญจริงๆ น่ะ เมื่อเสียไปหรอกจึงจะรู้สึก

คนเรามีความสามารถในการเปลี่ยนของล้ำค่าให้กลายเป็นขยะ

ในโลกของแมวนั้น ไม่มีคำว่า ‘เหงา’ อยู่ มีแต่ ‘เวลาที่อยู่คนเดียว’ กับ ‘เวลาที่อยู่กับคนอื่น’ เท่านั้น

แม้ทุกอย่างในโลกจะมีเหตุผลให้มีอยู่ แต่ไม่มีอะไรในโลกเลยที่มีเหตุผลพอที่จะหายไป

หากคุณจำอะไรไม่ได้เลยที่ผมเขียนมายาวๆ ทั้งหมด จำได้แค่ข้อนี้ข้อเดียว “คน (ตัวละคร) ต้องเกิดการเรียนรู้” คุณก็สามารถสร้างสรรค์นิยายที่ยอดเยี่ยมได้แล้วล่ะครับ

 

www.go2writer.com

 

จบครับบทนี้ (จบซะทีเห๊อะ ย๊าว ยาว – ฮ่า ฮ่า) ตอนนี้เราผ่านมาทั้งหมด 4 ข้อแล้วนะครับ ได้แก่

1.ประเด็นโดนใจ ใช่! และชัดเจน
2.รู้จักเล่นกับความขัดแย้งแห่งภาพจำ
3.ทำอุปสรรคให้เข้มข้น
4.คน (ตัวละคร) ต้องเกิดการเรียนรู้

ส่วนอีกสามข้อที่เหลือ คงต้องมาติดตามกันต่อในตอนหน้าแล้วล่ะ

แล้วเราจะมาดูกันว่า นิยายที่ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม “ถ้าโลกนี้ไม่มีแมว” จะทิ้งร่องรอยอะไรไว้ให้เราเรียนรู้อีก

มาร่วมแกะรอยไปด้วยกันนะครับ

 

 

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณอยากอ่านบทความดีๆ เกี่ยวกับการเขียนนิยาย สามารถเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันที่เพจ www.facebook.com/go2writer นะครับ ผมจะคัดเลือกข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการเพิ่มทักษะในการเขียนนิยายมาฝากคุณเรื่อยๆ ติดตามกันนะครับ

 

ขอให้มีความสุขกับการเขียนนิยายครับ

-ณนณ-