นอกเรื่อง – เพิ่งนึกได้ เลยอยากบอก แนวทางของบล็อก และสโลแกนส่วนตัวของผมครับ


แอบมาโพสต์ตอนดึกๆ 555555
.
มีคนเคยถามผมนะครับ ว่าทำไมเวลาผมพูดถึงนิยายเรื่องไหนๆ เนี่ย
ส่วนใหญ่ถึงชมอย่างเดียว ไม่ค่อยติเลย นี่ผมจริงใจรึเปล่าเนี่ย
ผมเลยอยากจะขอพื้นที่ตรงนี้อธิบายนิดนึง
หรือถ้าใครอยากจะเรียกว่าแก้ตัวก็ได้ ผมไม่ซีเรียส 555555
.
ความคิดของผมก็คือ ผมไม่อยากให้นักเขียนน่ะครับ
โดยเฉพาะนักเขียนมือใหม่ นักเขียนฝึกหัด ต้องจิตตกกันมากนัก
.
คุณทราบกันไหมครับว่า การหาข้อติน่ะ
มันง่ายมากเลยนะ
.
ถ้าผมจะติคุณ ผมกวาดตามองแป๊บเดียว
ผมก็หาเรื่องติได้แล้ว แม้แต่นิยายรางวัลระดับโลก
ถ้าผมจะติ ผมก็หาข้อติได้สบายๆ ครับ
.
แต่การหาจุดแข็งของนิยายเรื่องนั้นๆ จุดเด่นของนักเขียนคนนั้น
ออกมาประกาศให้เจ้าตัวฟังเนี่ย
มันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนักหรอกนะครับ
.
เพราะมันต้องอาศัยความเชื่อใจในตัวนักเขียนคนนั้นระดับหนึ่ง
และผมต้อง “รู้สึก” กับสิ่งนั้นจริงๆ ผมถึงจะกล้าพูด (หรือพิมพ์) มันออกมา
เพราะถ้าผมโกหก พูดในสิ่งที่ไม่จริง มันก็เสียชื่อผมสิ ใช่ไหม
.
นั่นคือประการแรกครับ แต่อีกประการหนึ่งก็คือ
ผมอยากให้นักเขียนหันมาโฟกัสที่จุดแข็งของตัวเองให้มากกว่าจุดอ่อน
.
จุดอ่อนน่ะครับ ใครก็รุ้ว่าต้องแก้ไข แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่า
เราควรโฟกัสที่จุดแข็งของตัวเองให้มากกว่า
.
เหตุผลที่ผมคิดอย่างนั้นก็เพราะ ระหว่างที่ผมขับเคี่ยวกับการเขียนนิยาย
รวมทั้งตอนที่สวมบทบาทเป็นนักเรียน หรือตอนเป็นผู้แนะนำเรื่องการเขียนนิยายเนี่ย
สิ่งที่ผมตระหนักชัดเจนว่า จะทำให้นักเขียนคนหนึ่งพัฒนาไปได้มากที่สุด
ไม่ใช่การที่เขามองเห็นข้อเสียของตัวเองว่ามีเยอะเท่าไหร่
แต่คือ เขาต้องรู้ว่าตัวเองมีข้อดีมากเท่าไหร่
.
ฟังดูอาจจะค้านกับความรู้สึกนะครับ แต่นี่เป็นเรื่องจริง
จริงแท้และแน่นอน คุณยังไม่ต้องเชื่อก็ได้
แต่ขอให้คุณลองกลับไปสังเกตกันเอา
.
โดยส่วนใหญ่นักเขียนที่ถูกตำหนิมากๆ
แล้วไม่สามารถมองหาข้อดีของตัวเองด้วยตัวเองได้เนี่ย มีแนวโน้มที่จะหยุดเขียน
แล้วอำลาวงการนิยายสูงมาก เพราะมายด์เซ็ทของเขาคือ
ฉันมันแย่ ฉันมันทำไม่ได้ พอเถอะ เลิกเขียนดีกว่า – จบปิ๊ง!
.
กลับกัน ในคนที่รู้ว่าตัวเองมีจุดเด่นอะไรบ้าง เวลาเขาได้รับคำตำหนิ
เขาจะรู้วิธีปรับคำตำหนินั้นมาใช้ เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเอง
เพราะเขามีมายด์เซ็ทในใจว่า จริงๆ แล้วเขาทำได้ เขาทำได้นะ
แต่เขาแค่ต้องปรับปรุงบางอย่างเพื่อให้ดียิ่งขึ้น
.
นี่แหละครับ จึงเป็นเหตุผล
ที่ผมจะเน้นด้านดีของนิยายเรื่องนั้นให้มากกว่า
.
ส่วนด้านที่ต้องปรับปรุง ผมก็พร้อมจะบอกเหมือนกันครับ แต่ผมเลือกที่จะบอก
ในส่วนที่ไม่ค่อยมีใครบอกกัน (ก็ถ้ามีคนอื่นบอกคุณเยอะแล้ว ผมไปบอกอีกคน
มันก็เหมือนผมกำลัง ตำหนิมากกว่าเตือนนะ เพราะคนพูดกันเยอะขนาดนั้น
คุณก็ต้องรู้ตัวเองแล้วล่ะ) หรือ ในส่วนที่เจ้าตัวเองน่าจะยังไม่รู้ตัว
และแน่นอนครับว่า จะต้องเป็นส่วนที่ ผมมีความรู้ พอจะแนะแนวทางในการแก้ไขได้
เพราะถ้าผมติแบบล่องลอย ปล่อยให้คุณงง ไม่บอกวิธีแก้ไข ดีแต่ทำอารมณ์เสียใส่
เหมือนเป็นเจ้าใหญ่นายโต หรือกรรมการซีไรท์มาเอง คุณก็คงพัฒนาไม่ได้แน่ๆ
(ตอนที่ผมเป็นนักเขียนฝึกหัด ผมโดนอย่างนั้นมาเยอะครับ บอกเลยว่า
เป็นคำวิจารณ์ที่ไร้ค่ามาก และถ้าใครติคุณแบบนั้น ไม่ต้องไปฟังครับ ปล่อยมันไป)
.
ที่วันนี้ยอมมา เปิดเผยความในใจ 55555
เพราะผมคิดว่า ควรเอามาบอกกล่าวกันหน่อยดีกว่า
ยังไงซะตอนนี้เราคือครอบครัวเดียวกันแล้ว เย้!!
(กินรวบ เหมารวม ไม่ถงไม่ถามความสมัครใจใครซ้ากคำ โมเมเอาคนเดียว 55555)
ว่านี่คือสโลแกนส่วนตัวของผม
.
ผมต้องการที่จะส่งเสริมนักเขียน ที่แม้จะผ่านมา
อ่านบทความใดๆ ก็ตามของผมแค่ครั้งเดียว หรือได้คุยกันแค่ครั้งเดียวก็ตาม
จะต้องได้รับความแข็งแกร่งกลับไป ทั้งทางด้านจิตใจ และทักษะในการเขียนนิยาย
เพื่อที่คุณจะไปถึงจุดหมายปลายทางของความฝันที่ฝันไว้
.
ผมอยากเห็นเมืองไทยเป็นยุครุ่งเรืองของวรรณกรรม
โดยไม่ต้องอิงกระแสจากต่างประเทศครับ – หวังว่าจะได้เห็นในช่วงชีวิตนี้นะ 55555
.
ระบายความในใจเรียบร้อย 555555 แอบหวังว่าทุกคนคงเข้าใจ(ผม)นะครับ
และก็ดีใจมากๆ ที่มีพี่ๆ น้องๆ ที่น่ารักติดตามกันมาตลอด
คอยให้กำลังใจเสมอมา
.
ขอให้ทุกคนสนุกกับการเขียน (และอ่าน) นิยายครับผม
ขอบคุณครับ
.
-ณนณ-