www.go2writer.com

ฝนพรางฟ้า (๒๑.สำนึกบาป)


 

เด็กชายคนหนึ่งเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก ทุกๆ วันหลังเลิกเรียน เขาจะขลุกอยู่ในห้องสมุดและกลับเป็นคนท้ายๆ เสมอ จนเป็นที่คุ้นตาของครูบรรณารักษ์สาว

จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กชายเข้ามาในห้องสมุดพร้อมกับเด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่ครูจำหน้าไม่ได้ แล้วทั้งคู่ก็ไปนั่งที่โต๊ะประจำแต่ไม่ยอมพูดคุยอะไรกันเลย ครูเองก็นึกแปลกใจในท่าทีที่ผิดปกติ จึงเข้าไปไถ่ถามและแนะนำหนังสือดีๆ ให้อ่าน เด็กชายเองดูกระตือรือร้นมาก ผิดกับเด็กหญิงที่เอาแต่นั่งเงียบ ขมวดคิ้วมองหน้าครู จนครูรู้สึกเสียวสันหลัง แล้วทันใดนั้นเอง! โทรศัพท์มือถือของครูก็ดังขึ้น พอครูรับสาย ถึงรู้ว่าเป็นครูประจำชั้นของเด็กชาย โทรฯ มาบอกให้แต่งชุดดำเพื่อไปงานศพ เพราะเด็กชายเพิ่งตายเมื่อเช้านี้!

ครูบรรณารักษ์ได้ยินแบบนั้นก็ช็อก ยิ่งเห็นเด็กชายแสยะยิ้มก็ยิ่งขนลุก กลัวจนสั่นไปหมด แต่ก็ต้องรีบตั้งสติ แล้วสะกิดเด็กผู้หญิงให้ลุกตามออกมา แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นกลับตอบมาว่า “ครูคะ หนูก็ตายแล้วเหมือนกัน!”

 

 

 

ถึงจะไม่ถูกชะตาตั้งแต่เห็นหน้าครั้งแรก แต่กุมภ์ก็อดห่วงไม่ได้ สิ่งที่ธรรม์ทัพคิดจะทำมันบ้ามาก

บ้าจนเสี่ยงถึงชีวิต!

“ผมจำเป็นต้องหลับให้นานพอที่จะเข้าไปถึงความฝันชั้นที่ลึกที่สุด”

ชายหนุ่มกล่าวมั่นคง เด็ดเดี่ยว ขณะที่คนฟังส่ายหน้า ชี้ไปที่กระปุกยานอนหลับ

“แต่โดสขนาดนี้ ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้เลยนะ”

“ถึงต้องให้คุณช่วย”

กุมภ์พ่นเสียงเหอะออกมาจากลำคอพร้อมๆ กับที่พร้อมเพ็ญซึ่งยืนกอดอกจ้องมองถอนใจ มีก็แต่ป้าต้อยที่แทรกเสียงถาม

“ไม่มีวิธีอื่นแล้วเหรอคะคุณทัน”

“ไม่มีแล้วครับ” คนตัวสูงตอบตามจริง

เขาไม่อาจพากายเนื้อเข้าไปในห้วงความฝันได้เหมือนครั้งก่อน เพราะขาดสื่อกลางอย่างขวัญข้าวและแหวนหัวทับทิม

การเดินทางครั้งนี้ จึงไปได้แต่เพียงจิต!

“แล้ว คุณขวัญ…” ป้าต้อยเริ่มหน้าเหย “จะปลอดภัยใช่ไหมคะ”

ธรรม์ทัพยิ้มบางให้ผู้อาวุโสกว่า

ถึงจะเป็นแค่ลูกจ้าง – นายจ้าง แต่ความผูกพันระหว่างป้าต้อยกับขวัญข้าว แทบไม่ต่างอะไรจากคนในครอบครัว

เธอจะรู้ไหมนะ ว่ามีคนอีกหลายคน รอการกลับมาของเธออยู่

ขวัญข้าว…

“ด้วยชีวิตผมครับ”

“โธ่ คุณทัน”

“เธอรับปากแล้วก็ทำตามที่บอกด้วยล่ะ” คุณพร้อมเพ็ญเปรย สีหน้า แววตา ฉายแวววิตกไม่แพ้คนอื่นๆ “จะต้องพาขวัญข้าวกลับมาให้ได้”

“ครับ” ธรรม์ทัพพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยกำชับป้าต้อยเป็นครั้งสุดท้าย “ระหว่างที่ผมหลับไป ช่วยระวังตะเกียงที่ปลายเท้ากับไฟรอบบ้านอย่าให้ดับนะครับ มันสำคัญมาก”

“ป้าจะดูแลให้ค่ะ”

ธรรม์ทัพมองทุกคนอีกครั้ง ก่อนจะหยิบยานอนหลับเข้าปาก เม็ดต่อเม็ด กลืนลงท้อง

เอนร่างลงนอนบนเตียงของขวัญข้าว

แสงตะเกียงเลือนราง ริบหรี่ ธรรม์ทัพรู้สึกเหมือนมีน้ำหนักกดทับร่างกาย จมดิ่งลงเรื่อยๆ คล้ายถูกดูดเข้าไปในหลุมไร้ก้น

แล้วทุกอย่างก็ดับวับจากสติสัมปชัญญะ!

 

 

 

กระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก โถมกลืนร่างเล็กบอบบางของเจ้ากาหลง ยิ่งตะเกียกตะกายกลับเข้าฝั่ง กลับยิ่งถอยห่างออกไปเรื่อยๆ น้ำทะลักเข้าปากเข้าจมูก ท่วมหูจนไม่ได้ยินเสียงอื้ออึงภายนอก กลิ่นคาวแม่น้ำครูดฆานประสาทรุนแรง

ความหวังยิ่งดูเลือนรางห่างไกล คล้ายกับว่า จะต้องมาจบชีวิตภายใต้นทีสองสี

กาหลงเอ๋ย กาหลง…

เจ้าคงยังไม่อยากตาย แต่หากรู้การณ์ภายหน้าได้ เจ้าอาจยอมทอดทิ้งร่างไว้ใต้แม่พระคงคา

 

โอ้ชีวิต…

จะตัดคิดตัดทำอย่างไรหนอ

จะตัดรักตัดใจไยรั้งรอ

นั่งตัดพ้อต่อสายดั่งใยบัว

 

แล้ว… ร่างสูงใหญ่ แหวกว่ายสายน้ำโอบรั้งร่างเล็กเข้าชิด ท่อนแขนแข็งแรงปกป้องนางเต็มที่

ความห่วงใย อาทร

มั่นคง และอบอุ่น…

 

ชั่วขณะดั่งเนิ่นนาน

คล้ายหยุดกาลเวลาไว้ไม่เวียนหมุน

เพื่อซึมซับอ้อมกอดไอละมุน

ชโลมจิตด้วยการุณอันเมตตา

 

สติ ร่ำๆ จะดับหายลงทุกขณะ จำได้แต่เพียงกระแสเสียงร้อนรนที่ยังอ่อนโยนข้างหู

…เจ้าอยู่ ข้าอยู่

…เจ้าตาย ข้าตาย

…จะไม่ทอดทิ้งเดียวดายเพียงลำพัง

 

แสงสว่างนั้นกระจ่างผ่านเปลือกตาที่ปิดสนิท กาหลงยังคงง่วงงุนและอึดอัดไปทั้งกายจนไม่อยากจะลืมตาตื่น หากโสตทั้งสองข้างได้ยิน เสียงผู้หญิงร้องไห้กระซิกๆ

ใครกัน

ไม่ทันจะต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง น้ำเสียงห้าวของพี่ชายที่คุ้นเคยมาตั้งแต่ครั้นยังเยาว์ก็เอ่ยดังขึ้นเสียก่อน

“ใจเย็นท่านอินทร กาหลงมิได้เป็นอะไรหนักหนา เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่มีผู้ใดตั้งใจ ท่านอย่าไล่เบี้ยแม่พุดซ้อนนักเลย ดูซิ ร้องไห้ตาบวม น่าเวทนานัก”

คนนอน แอบฟัง ยังปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่ชัดเจน

หาก… ความทรงจำอันพร่าพราย

แม้จะถูกผลักจากด้านหลัง แต่ตอนที่เอี้ยวกลับเพื่อทรงตัว นางเห็น… พุดซ้อนนั่นแหละทำ!

แววตากระหยิ่ม… ชี้ชัด ว่าจงใจ!

“ปล่อยให้นางร้อง!”

น้ำเสียงอันละมุนละไมของอินทรนั้น ครั้นจะเข้มก็น่าเกรงขามจนคนฟังสะดุ้งเฮือก

กาหลงไม่ได้ลืมตาตื่น จึงไม่ได้เห็นสีหน้าแดงดั่งลูกมะกล่ำของเขา

“เจ้าจะร้องจนน้ำเหือดทั้งตัวก็ร้องไปเถอะ ร้องจนกว่าเจ้าจะสำนึกในบาปที่เจ้าก่อได้!”

“น้องไม่ได้ทำอันใดผิด” พุดซ้อนตอบสวนทันควันพร้อมรอยสะอื้นฮัก

“เจ้าเกือบคร่าชีวิตคน!”

“น้องไม่ได้ทำ!!”

“พุดซ้อน!” อินทรข่มเสียงนิ่ง หากหนักแน่นจนผู้เป็นเมียสะท้าน “ไฉนจิตใจของเจ้าถึงไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เจ้าเป็นผู้หญิงอย่างไรกันแน่”

และเพราะ… กาหลงไม่ได้ลืมตาตื่น จึงไม่เห็น

พุดซ้อนกำหมัดแน่น กัดกรามราวกับจะให้ฟันในปากแหลก

“น้องก็เป็นผู้หญิง ที่เป็นเมียพี่อย่างไรเล่า”

“นั่นซี คงเป็นกรรมของข้าจริงๆ” อินทรว่า ทอดถอน คล้ายคนหมดอาลัย “ข้าต่อว่าเจ้ามากมายถึงเพียงนี้ หากยังมีจิตใจของคนอยู่บ้าง ก็ลองตรองเองเถิด”

บรรยากาศตึงเครียดคล้ายจะถล่มทับลงมาจนกาหลงแทบหายใจไม่ออก ความรู้สึกระอุร้อน เดือดดาล ทำให้ใจระส่ำ

ความขัดแย้งไม่นำมาซึ่งผลดี

ความเกลียดชังของอิสตรี… อย่าได้ประมาท

สังหรณ์ใจบางอย่างแล่นวาบขึ้นมาในห้วงสำนึก กาหลงห่วงอินทรครั่นๆ

ความแค้นใจเล็กๆ น้อยๆ นั้น เมื่อสุมขอนอยู่นาน ย่อมจะกลายเป็นเพลิงผลาญเผา

เขาจะวอดวายเพราะเมียรัก!

 

กระแอมไอเบา เพื่อหวังจะบรรเทาบรรยากาศอึดอัด เสียงของหมื่นหาญก็เปรยดัง

“นั่นปะไร คืนสติแล้ว”

นางพี่เลี้ยงปราดเข้ามาหาก่อนใคร ใบหน้าของนางแย้ม เกร็ง เพราะเศร้าโศก

“โถ… ทูนหัวของบ่าว”

พูดได้เท่านั้น น้ำตาของอีแย้มก็ไหลพรากลงมาอีก

กาหลงเพิ่งเห็น นางอยู่บนเรือนของใครสักคน อาจเป็นสหายของอินทร

แสงตะวันรอนอ่อนลงทุกขณะ สว่างนั้นลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างและทวารประตู จนภายในห้องหับกระจ่าง ข้างกายคนตัวเล็ก บอบบาง คือหมื่นหาญผู้เป็นพี่ชาย นั่งขัดสมาธิกอดอก บ่นงึมงำ

“เอ้อ เอาเข้าไป อีแย้ม น้องกูยังไม่ตาย”

แล้ว… เสียงเดิมที่เธอเริ่ม ผูกพันทีละนิด… ทีละนิด… นั่นล่ะที่เอ่ยถาม

“เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างหรือไม่ กาหลง”

กระแสเสียงของอินทร อ่อนโยน ท่วงทำนองละม้ายคีตบรรเลงปลอบประโลม

คนตัวสูง นั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ห่างนัก เรือนผมหนายุ่งๆ ของเขายังเปียกชื้น ผ้านุ่งหมาดน้ำ

กาหลงชา – ชาทั้งมือ และเท้า

หากเป็นไปได้… ไม่อยากให้เขาทำดีต่อนางเยี่ยงนี้

ไม่อยากให้ปกป้อง

ไม่อยากจะรับความเอื้ออาทร ความอบอุ่น… ไม่อยากจะรับกระแสละมุนจากเขา

เพราะเรื่องบางเรื่อง มันไม่ได้จดไว้ในความคิด

หากจาร… ลงสู่จิตใจ

ไม่ว่าเมื่อไหร่… ถึงจะจำไม่ได้ แต่จะไม่ลืม

กาหลงข่มริมฝีปากไว้ไม่ให้สั่นสะท้านตามความหวั่นไหวที่เขย่าในทรวงอก

“ไม่เป็นไรค่ะ ดีขึ้นมากแล้ว”

ถัดกัน ข้างๆ อินทร พุดซ้อนยังคงนั่งพับเพียบ ก้มหน้า น้ำตาร่วงเผาะๆ

นึกสงสารนางเหมือนกัน ที่ถูกเอ็ดต่อหน้าผู้อื่น ต่อให้สูงศักดิ์หรือต่ำต้อยเพียงไร ไม่มีใครที่อยากจะถูกประณาม

โดยเฉพาะ การถูกประณาม ต่อหน้าผู้หญิงที่คิดว่าเป็นศัตรู

ต่อหน้าชู้

ต่อหน้าผัวของตน!

คนอย่างพุดซ้อนไม่มีวันยอมเป็นแน่… กาหลงมั่นใจ

บทสนทนาในตลาด คำพูดของสาวงามแห่งเวียงนกคุ้ม ทำไมจะไม่แฝงความนัยให้รับรู้

 

“ใครๆ ต่างก็ว่า ข้ามีบุญที่ได้พี่อินทรเป็นผัว ต่อให้มีผู้หญิงเป็นร้อยๆ เร่เข้ามาหา แม้ชายตา พี่อินทรก็มิเคยคิด”

 

ฉะนั้น ความคับแค้นใจของพุดซ้อนคงยิ่งทบทวี รุนแรงกว่าอัคนีบนเชิงตะกอน!

“แม่พุดซ้อนจะร้องไห้ไปไย” กาหลงพูดเสียงเบา โรยแรง “เรื่องใดผ่านแล้วให้แล้วไปเถิด ข้าก็ประมาทเอง ไม่ดูซ้ายดูขวาให้ดี… มิใช่ความผิดเจ้าดอกนะ”

พูดจบ อินทรเองก็ส่งสายตาเพ่งเล็ง จับจ้อง จนกาหลงต้องหลบวูบ

ไม่ชอบโกหก… หาก บางครั้ง จำต้องทำเพื่อให้อะไรๆ ดีขึ้น

หมื่นหาญเสียอีก ที่พอได้ยินก็รีบอ้าง

“ในเมื่อกาหลงว่าอย่างนี้ ท่านอินทรก็อย่าใจร้ายกับเมียนัก เจ้าก็หยุดร้องเถอะพุดซ้อน”

อินทรเหลียวมองเมียรัก ก่อนจะระบายลมหายใจยาว สายตาบ่งบอกความหมดหวัง

“แล้วแต่นางเถิด ข้าหมดคำจะเอ่ย”

ในจังหวะนั้น ชั่วแวบราวสายฟ้าฟาด กาหลงเห็น

แววตาพุดซ้อนกร้าวดั่งสัตว์ป่า!

แต่เพียงครู่เดียว สาวเจ้ากลับตีหน้าเศร้า ร้องไห้น้ำตารินเป็นสายดังเดิม สะอึกสะอื้นยิ่งกว่าทีแรก ก่อนจะยกมือประณมสาไหว้

“ข้าขอขมา! แม่หญิง!”

 

 

 

รติมาในชุดผู้ป่วยยืนนิ่งในโถงด้านหน้าของคอนโดมิเนียมที่เธอพักอาศัยอยู่ ไม่รู้วัน ไม่รู้เวลา หากแต่สิ่งเดียวที่โอบล้อมรอบๆ คือความหม่นสลัวจากไฟติดเพดาน บรรยากาศอันหนาวยะเยียบ สั่นสะท้านเข้าถึงภายในกาย ผนังรอบด้านมีรอยไหม้กระดำกระด่าง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นก็คล้ายถูกเผาอย่างหนัก ส่วนไหนที่เป็นพลาสติก จะหลอมจนยืดย้อยคล้ายน้ำตาเทียนละลาย เขม่าควันดำลอยอ้อยอิ่งกลางอากาศ กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง

ทว่า สาวร่างท้วมกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น นัยน์ตาของเธอยังคงว่างเปล่า

เมื่อเดินผ่านบริเวณเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นชายวัยกลางคนก็หันหัวมาส่งยิ้มให้เธอ รอยยิ้มฉาบไว้บนริมฝีปาก แต่ไม่สะท้อนความรู้สึกออกมาจากดวงตาสักนิด เหมือนสีหน้าของหุ่นขี้ผึ้ง รติมายังคงเดินเหม่อลอยต่อไป สวนทางกับผู้คนมากมายทั้งชายหญิงที่เหลียวมองเธอจนคอหันหักกลับมาอยู่ด้านหลัง พร้อมรอยยิ้มแบบเดียวกับ รปภ.ที่เคาน์เตอร์ส่งให้

เข้าลิฟท์ ปิดประตู บนพื้นแปดเปื้อนอุจจาระสีดำสีเหลืองกองเป็นหย่อม มีแมลงวันบินหึ่ง ตอมดมราวกับของหอม

ถึงชั้นที่ต้องการ หญิงสาวก้าวตามโถงทางเดิน จากเพดานลงมา มีเชือกผูกเป็นบ่วงแขวนคอ หล่นห้อยนับร้อยอัน เรียงระดะสูงๆ ต่ำๆ ทอดยาวไปในความมืดที่มีเพียงแสงไฟกะพริบถี่ ยามเมื่อย่างผ่าน เส้นเชือกบางเส้นก็ไล้หน้า ระหัว จนสัมผัสได้ถึงความหยาบระคาย

หยุดตรงหน้าห้องของตัวเอง บานประตูเปิดกว้าง ลั่นดังเอี๊ยด ภายในห้องของเธอมืดสนิท มองไม่เห็นอะไรสักอย่าง ราวกับค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์และแสงดาว

ครั้นแล้ว ร่างเงาของใครบางคนก็โผล่ออกมา ให้แสงมัวๆ จากโถงทางเดินอาบไล้ ใครที่เธอรู้จักมาตั้งแต่ยังเด็ก

ใครที่เธออยากหนีให้พ้นตลอดชีวิต!

น้ำใสๆ ในตาคลอหน่วย ก่อนจะไหลรินผ่านแก้ม มาหยุดตรงคาง แล้วหล่นร่วง

“แม่…” รติมาเปล่งถ้อยคำราวกระซิบ

คนถูกเรียกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินอ้อมมาที่ด้านหลังของเธอ ในมือเหี่ยวย่นเล็กๆ ถือบ่วงเชือกขนาดใหญ่ติดมาด้วย เส้นเชือกลากยาวไปบนพื้น กลืนหายไปในความมืดของห้อง จนไม่อาจรู้ว่าอีกปลายด้านหนึ่งอยู่ไหน

ผู้เป็นมารดาบรรจงคล้องคอให้เธอเป็นอย่างดีราวกับว่านี่คือสร้อยคอทองคำอันล้ำค่า พร้อมรอยยิ้มแบบเดียวกันกับทุกคนในอาคารนี้

ฉับพลัน! ละม้ายมีเสียงคล้ายคนดีดนิ้วดังขึ้นที่ข้างหู แววตาเหม่อลอยของรติมาเริ่มคืนสติ สิ่งแรกที่สอดแทรกเข้ามาในห้วงสำนึกคือความงุนงง

ก่อนที่ม่านตาจะขยายกว้างด้วยความสะพรึง!

ยังไม่ทันจะส่งเสียงกรี๊ด เชือกที่คอก็กระตุก ลากร่างของเธอเข้าไปในความมืด ประตูปิดปัง! เสียงกรีดร้องโหยหวนคล้ายกับเสียงแมวร้องและเสียงโครมครามตามมา!

 

รติมาในชุดผู้ป่วยยืนนิ่งในโถงด้านหน้าของคอนโดมิเนียมที่เธอพักอาศัยอยู่ ไม่รู้วัน ไม่รู้เวลา

ไม่รู้แม้กระทั่งว่า เธอจะต้องกระทำเช่นนี้ วนเวียนไปมา ชั่วกัป – ชั่วกัลป์!

 

 

 

มืดคือสว่าง… สว่างคือมืด…

ความดีคือความเลว… ความเลวคือความดี…

มายาคือความจริง… ความจริงคือมายา…

สรรพสิ่งเปลี่ยนแปร… วนเวียนทับรอยเดิม…

 

ละม้าย… มีเสียงหยดน้ำหล่นกระทบผิวน้ำ กังวานก้องในความเงียบ บรรยากาศรอบด้านเย็นเฉียบ จับจิตจับใจ หาก… นั่นไม่ใช่ผัสสะ

เป็นเพียงสัญญะ ที่ติดค้างอยู่ในดวงจิต

ธรรมทัพยืนอยู่บนเรือนทรงไทยยกใต้ถุนสูง ดูเก่าแก่ โบราณ บรรยากาศนอกตัวเรือนนั้นมืด ราวกับสีของน้ำหมึก

มันเป็นความมืดที่ชวนให้หดหู่

เหมือนสายน้ำ ไหลลงสู่ที่ต่ำ… จิตใจคนเป็นเช่นนั้น

กิเลสกองหนา โลภะ โทสะ โมหะ… กว้างขวางเสียยิ่งกว่ามหานทีสีทันดร

ยากนัก ที่ใครจะแหวกว่ายจนหลุดพ้น

 

ท่ามกลางความสลัวมัวหม่นและเลือนพร่า ธรรม์ทัพเห็น บานทวารเปิดกว้างออก พร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้โบราณกรุ่นโชยออกมาจากห้องนั้น

เรือนกายเปลือยเปล่าของหญิงสาวเยื้องย่าง ประหนึ่งนางระบำแหวกม่านโชว์ ตรงมาทางเขา ใกล้เข้าเรื่อยๆ ทั้งทรวงอกชูชันโดดเด่น สะโพกกลมกลึง และเครื่องบ่งบอกความเป็นสตรี ขับเน้นให้อยู่ในกรอบสายตา

และเพราะเป็นเพียงจิต… จึงไม่อาจข่มเปลือกตาหลบ

เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่รบกวนทางสายตา ไม่รุนแรงเท่าสิ่งที่รบกวนในหัวใจ

ดวงหน้าของขวัญข้าวแจ่มกระจ่างขึ้นในความเลือนพร่า รอยยิ้มของเธอดูผิดเพี้ยนจากที่เขาเคยเห็นในโลกจริง มันเป็นรอยยิ้มยั่วยวน แฝงเร้นด้วยความระอุร้อน

“มาแล้วเหรอ ธรรม์ทัพ”

คำทักทาย คล้าย… จะออดอ้อน หากมีอำนาจบางอย่างน่ายำเยงอยู่ในตัว คนตัวสูงยืนนิ่ง กำหนดจิตมั่นไม่ให้หวั่นไหว มือเรียวบางของสาวเจ้าเอื้อมมาลูบไล้บนดวงหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา พลางก้าวขยับจะแนบชิด

“ฉันรออยู่ตั้งนาน นึกว่าจะไม่มาเสียอีก”

“คุณถอยไปเถอะ”

คิ้วเรียวเรียงเป็นระเบียบขมวดเบา ทำหน้าตาไร้เดียงสา

“ทำไมล่ะ ไม่ชอบฉันเหรอ” ก่อนจะแย้มพรายอย่างมารยา ทั้งหูตาแพรวพราย “หรืออยากจะเห็น ฉัน ให้ชัดๆ”

ไม่พูดเปล่า หากเจ้าหล่อนยังถอยห่างออกไป พร้อมกับหมุนตัวต่อหน้าเขา ร่างกายอันเปี่ยมด้วยเลือดเนื้ออุดม สวยงาม เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่พร้อมจุดไฟราคะติดตลอดเวลา

“ว่าไงล่ะ ธรรม์ทัพ” หญิงสาวยังคงพูดต่อโดยไม่เว้นช่อง “ร่างกายแบบนี้ ไม่ชอบเหรอ… ไม่ปรารถนารึไง”

คนถูกถามยืนนิ่งราวกับศิลา ไม่มีแม้กระทั่งวาจาตอบโต้

หาก คนยั่วเย้าไม่ยอมหยุด ยังคงรุกรานต่อเนื่อง

มือเล็กๆ นั้นกุมมือของเขาไว้แน่น ก่อนจะเอาแนบลงไปบนทรวงอกของตน กดคลึง แล้วหัวเราะคิกคักเสียงใส

“อบอุ่นไหมล่ะ สัมผัสได้ไหม”

“ผมบอก ให้คุณถอยไป”

“รังเกียจฉันขนาดนั้นเลยงั้นสิ ขยะแขยงความโสมมพวกนี้มากปานนั้นเชียว” ริมฝีปากบาง สีสด ยกยิ้มติดมุมปาก ก่อนเชิดหน้า ก้าวรุกเข้าไปหาคล้ายจะท้าทาย “หรืออันที่จริง ก็แค่กลัวจะห้ามใจตัวเองไม่อยู่”

ดวงตาคมกล้าจ้องผ่านดวงหน้าของขวัญข้าวออกไปไกล ราวกับมองไม่เห็นเธอ

คล้าย เป็นอากาศธาตุ

หาก จมูกเล็กๆ กลับซอกแซกดอมดม ไล้ไปตามลำคอของชายหนุ่ม อ้อยอิ่ง ก่อนจะระเรื่อยข้ามแก้ม มางับริมฝีปากเขาเบาๆ

“ว่าไงล่ะ ธรรม์ทัพ ในโลกนี้ ในที่แห่งนี้ กับร่างกายนี้ อยากจะทำอะไรก็ได้นะ เพราะที่นี่ มีแค่เราสองคน อย่าฝืนใจตัวเองนักเลย”

หญิงสาวเดินอ้อมไปทางด้านหลังเขา สอดแขนโอบกอด แนบนวลเนื้อนุ่มนิ่มชิดติดแผ่นหลังแน่น มือซนๆ อยู่ไม่สุขเลื้อย เลิกชายเสื้อยืดที่ธรรม์ทัพสวมขึ้น หมายจะปลดเปลื้องออกให้พ้นกาย

“มาอยู่ด้วยกันสิ – มาอยู่กับฉัน!”

คำพูด ไม่เพียงแต่จะทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไม่ได้ หากมือแข็งแรงยังยกขึ้นฉวยข้อแขนเล็กๆ เอาไว้มั่น ตรึงจนอีกฝ่ายต้องหยุด

คนตัวสูงเสียงแข็ง

“ผมบอกให้หยุด อินทร!”

ชั่ววินาทีนั้น ดวงหน้าของขวัญข้าวก็ซ้อนเงาเลือนๆ ของอินทรขึ้นมาชั่ววูบ พร้อมๆ กับเสียงหัวเราะกังวานลั่น บาดลึกเข้าถึงหัวใจ

มือที่กอดรัดเมื่อครู่สลัดหลุด แล้วยันตีน ถีบเข้ากลางหลังธรรม์ทัพเต็มแรง! ชายหนุ่มเซถลา จุกอั้น ทั้งที่เป็นดวงจิต แต่ความเจ็บสาหัสไม่ต่างอะไรกับการโดนตรงๆ เข้ากับกายเนื้อ

แบบเดียวกันกับเวลาที่ฝันว่าโดนมีดแทง แล้วรู้สึกเจ็บจริงๆ

อินทรในร่างของขวัญข้าวยิ้มติดมุมปาก

“รู้ตัวแล้วสินะ! กูเอง!”

 

 

>>> โปรดติดตามตอนต่อไป