www.go2writer.com

ฝนพรางฟ้า (๒๒.หัวโขน)


 

ริมฝีปากบางละม้ายกลีบใบไม้เหยียดยิ้ม เผยให้เห็นฟันขาว หากรอยยิ้มดังกล่าวไม่ใช่รอยยิ้มของขวัญข้าวตามร่างที่ปรากฏ แต่เป็นรอยยิ้มของวิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่ภายใน

“มึงไม่ถามกูรึ ว่ามันอยู่ที่ไหน”

ธรรม์ทัพที่พอจะตั้งหลักได้ยืนนิ่ง แววตาจดจ้องไม่ประมาท ประกายตากระจ่างราวกับรัศมีตะวัน ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาส่ายเบา

“ถึงถาม คุณก็ไม่ตอบอยู่ดี เพราะคุณดูจะมีความสุขที่ทำให้คนทุรนทุรายใจได้”

เจ้าของร่างเล็ก บาง หัวเราะในลำคอกึ่งเยาะเย้ย กึ่งถูกใจในคำพูดของอีกฝ่าย

หากแล้ว มุมปากที่ยกขึ้นก็ต้องคว่ำลง เมื่อธรรม์ทัพยังพูดต่อ

“คุณสนุกมากไหม ที่ได้ระบายความแค้นกับคนที่เขาจำคุณไม่ได้ด้วยซ้ำ”

ดวงตากลมโตเบิกกว้าง เส้นเลือดฝอยในตาขาว ขับเน้นสีแดงราวกับทับทิม น้ำเสียงทุ้ม กดต่ำ

“อย่าเสือก!”

“แต่ไม่ว่าคุณจะทำร้ายคนอื่นอีกกี่ภพ กี่ชาติ พวกเขาก็จะลืม ลืมว่าพวกเขาเคยทำอะไรกับคุณไว้ และลืมว่าคุณฝากแผลอะไรไว้กับพวกเขา”

“กูมีร่าง! กูมีตัวตน!” เสียงใสๆ ของขวัญข้าวมลายหาย ทดแทนมาด้วยน้ำเสียงของอินทรที่ดังชัดเจน มือข้างหนึ่งยกขึ้นฟาดเต็มอกจนเห็นเป็นรอยแดง “มันต่างหาก ที่ต้องถูกลบ!”

“คุณคิดผิดแล้ว ตราบใดที่คุณยังเป็นอย่างนี้ ต่อให้คุณมีกายเนื้อ คุณก็ยังเป็นแค่คนไร้ตัวตน เพราะความแค้น มันไม่คงทนเท่าความรัก ผิดกับคุณขวัญ ต่อให้คุณพยายามช่วงชิงชีวิตเธอแค่ไหน ตัวตนของเธอก็จะไม่มีวันหายไป เพราะผมจะจำเธอได้เสมอ”

“ไม่จริง!”

“จริง!” ถ้อยคำหนักแน่นประดุจขุนเขา “ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ยากเพียงไร ผมรู้ ผมจะตามหาเธอจนพบ แล้วคุณต่างหากที่ต้องหายไปตลอดกาล”

คำพูด… เสมือนคมมีดกรีดเฉือน อินทรในร่างขวัญข้าวคำรามก้องด้วยฤทธิ์โกรธาประหนึ่งเสียงบันลือของพญาเสือยามประกาศศักดา สายลมแรงกล้าพัดว่อน ปะทะเข้าใส่ธรรม์ทัพเต็มกำลังจนแทบจะยกตัวเขาให้ลอยตาม คนตัวสูงยกแขนขึ้นบัง แต่กระนั้นเท้าก็ยังถอยเลื่อน อินทรแผดเสียงกระหึ่ม

“กาหลง! กาหลง!!”

 

บัดดล สภาพรอบด้านเลือนรางคล้ายกับเงาสะท้อนอันพร่าไหวบนผิวน้ำกระเพื่อม ความมืดมิดกลืนกินทุกสรรพสิ่งจนเรือนไทยที่ยืนอยู่หายไปทีละส่วน ทีละส่วน เสียงกู่คำรามลอยห่างออกไปเรื่อยๆ ค่อยแผ่วลงจนจางหายไปจากหู เช่นเดียวกับวายุแรงกล้าที่อ่อนกำลังจนกลายเป็นเพียงสายลมโชยเบาและนิ่งสงบ

เสียง… เหมือนเสียงน้ำหยดลงกระทบผิวน้ำดังขึ้นอีก ภาพอันมืดมัวเริ่มกระจ่างชัดขึ้นในจักษุ

ธรรม์ทัพยืนบนลานดินโล่งๆ ข้างกายมีดาบโบราณปักพื้น เห็นเป็นเงาวับ จับแสงสะท้อนจากเปลวเทียนสีเหลืองนวลตา ซึ่งประดับประดาบนแท่นพิธีที่ตั้งเรียงล้อมเป็นวง มีระดับชั้นสูงๆ ต่ำๆ บนแท่นแต่ละแท่นมีหัวโขนวางเรียงราย

หาก ที่ยากเกินเข้าใจ บนแท่นเหล่านั้น ทำไมมีหัวโขนเพียงตัวละครเดียว

หัวโขนทศกัณฑ์!

และหัวโขนทุกหัว ต่างถลึงตา ยิงฟัน มายังเขาเป็นจุดเดียว ราวกับพวกมันมีชีวิต!

เหมือนตุ๊กตาอาถรรพ์ที่เคยได้ยินมา

 

เรื่องมีอยู่ว่า เด็กหญิงคนหนึ่งได้รับตุ๊กตาตัวใหม่จากพ่อและแม่เป็นของขวัญวันเกิด เป็นตุ๊กตาที่สามารถลืมตา หลับตาได้ และจะร้องไห้ถ้าเอาจุกอุดปากออก เด็กหญิงไม่ชอบตุ๊กตาตัวนี้เอามากๆ เพราะหน้าตาของมันเหมือนคนเกินไปจนน่ากลัว จึงตัดสินใจจะอุ้มไปเก็บ แต่ในจังหวะที่ตุ๊กตาพ้นมือพ่อแม่มาอยู่ในอ้อมแขนของเธอ ตุ๊กตาก็หันหัวช้าๆ มาหา แล้วถามว่า “เธอเกลียดฉันเหรอ!

 

 

 

“แม่หญิงเจ้าขา แม่หญิง จะปล่อยให้ไอ้อีพวกนั้นลามปามถึงเมื่อไร อีแย้มจะทนไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ”

กาหลงนั่งหลบแสงตะวันยามสายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ มือเรียว อ่อนนุ่ม กำลังสานใบไม้ใบหญ้าเพื่อไม่ให้ว่าง ขณะที่นางพี่เลี้ยงยอบตัวเข้ามาหา สีหน้าของนางแย้มแดงเข้ม เกรี้ยวกราดยามขยับปากพูด

“เขาอยากว่าอย่างไรก็ปล่อยไปซิ พี่แย้ม ดีเสียอีก ฉันจะได้รู้ว่าพวกเขาคิดถึงฉัน เพราะถ้าไม่คิดถึงกัน ก็คงไม่นินทาฉันดอก จริงไหม” กาหลงตอบละมุนละม่อม

“โธ่ แม่หญิง อย่าเห็นเป็นเล่นสิเจ้าคะ เรื่องอย่างนี้ฆ่าคนมานักแล้ว” คนเป็นบ่าวโอดครวญ “ให้บ่าวตอกหน้าพวกมันเถอะเจ้าค่ะ จะได้รู้บ้างว่าความจริงเป็นเยี่ยงไร”

“ไม่ได้นะพี่แย้ม!”

มือที่กำลังทำงานขยันขันแข็งชะงักกึก พร้อมๆ กับน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าปกติ จนนางพี่เลี้ยงหน้าสลด

คนเป็นนายนิ่ง… จะให้บอกความจริงได้อย่างไร ในเมื่อ วันนั้น บนเรือนของนายรอด อินทรถึงกับเอ่ยปาก เขาจะยอมเสียค่าปรับสินไหมทุกอย่างตามแต่นางกับพี่ชายจะเรียก แต่ขอร้องเพียงข้อเดียว

ให้ยุติเรื่องของพุดซ้อนไว้แต่เพียงเท่านั้น!

กาหลงไม่คิดว่านี่ยุติธรรม ไม่เลยสักนิด ลึกๆ นางขัดเคือง หาก สิ่งเดียวที่ทำให้ยอม

นางเข้าใจในหัวอกเขา

 

ยามว่ารัก ปักกมล ดลดวงจิต

ย่อมให้คิด ว่าถ่านร้อน ไม่ร้อนร้าย

กำแน่นพอง พุสองมือ ถือไม่คลาย

ยังยิ้มได้ แม้น้ำนอง เต็มสองตา ๏

 

อินทรคงคิด ถ้ากาลภายในหน้า ผู้คนในหมู่บ้านร่ำลือกันไปว่าเมียของเขาหมายจะฆ่าคน แม่พุดซ้อนจะไม่มีวันเป็นสุขได้ในแผ่นดินเกิดของตัว

ขนบธรรมเนียม ศีลธรรม ซึ่งกล่อมเกลาให้คนเป็นคนดี บางครั้ง อาจกลายเป็นอาวุธ ที่ฟาดฟันเอาชีวิตผู้คน

เป็นข้ออ้างของการระบายสิ่งโสมมในใจตนต่อใครสักคนหนึ่ง ซึ่งตกเป็นเป้าหมายแห่งความเกลียดชัง!

อินทรคงไม่อยากให้เมียของตนตกอยู่ในสภาพนั้น ไม่ว่าอย่างไร เขายังคงรักนาง

ช่างน่าชื่นชม และชวนให้เจ็บปวด

ดูเถิด ผ่านมากี่เพลาแล้วเล่า จนขบวนสินค้าเดินทางออกจากเมืองนครสวรรค์มาได้สองวัน แต่ความรักและความดีที่เขาทุ่มเทให้กับเมีย นางจะเห็นค่ารึก็หาไม่

พุดซ้อนมึนตึงต่ออินทรทุกอย่าง เหน็บแนมเขาทุกทางโดยไม่ไว้หน้า ไม่สนด้วยว่า ยามพูด จะอยู่ต่อหน้าใคร

และเพราะท่าทางอย่างนั้นล่ะ พวกบ่าวไพร่ในขบวนจึงลือทั่ว

…พุดซ้อนอารมณ์ร้ายเพราะอินทรแหนงหน่ายในตัวนาง

…อินทรอยากหาเมียใหม่

…และ เมียใหม่ ที่อินทรมาดหมาย ในความคิดของพวกคนในขบวนเกวียนเห็นจะเป็นใครอื่นอีกไม่ได้ นอกจากแม่หญิงจากอยุธยา – กาหลง

 

“หากแม่หญิงเห็นควรดังนั้น อีแย้มจะงับปากตัวเองเสียเจ้าค่ะ” นางบ่าวเอ่ยรับแม้ไม่ค่อยเต็มใจ “ท่านอินทรนะ ท่านอินทร จะช่วยแก้ต่างให้แม่หญิงสักนิดเป็นไม่มี!”

“พี่แย้มจะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูก ถึงจะแก้ต่างเรื่องหนึ่งได้ ประเดี๋ยวพวกบ่าวไพร่ก็กระเดียดไปหาเรื่องอื่นมาคุยกันต่อ จะให้ตามไปชี้แจงแก่คนที่ปากมันว่างน่ะ คนดีๆ เขาไม่ทำกัน”

ถึงจะพูดไปอย่างนั้น ทว่า ชั่วแวบหนึ่งในหัวใจ กาหลงแอบรู้สึก… กระแสคลื่นความน้อยใจแผ่วเบาลูบโลมในดวงจิต จนต้องรีบระงับ

อย่าให้อะไร… มันเกินเลย

“แม่หญิงปกป้องท่านอินทรนัก”

“ฉันยังไม่ทำอันใดเสียหน่อย”

“ทำสิเจ้าคะ แม่หญิงทำ” เพราะอยู่กันมานาน จนกล้าที่เอ่ยตามความคิด “ทั้งหมดที่แล้วมา แม่หญิงทำไปเพราะมิอยากให้ท่านอินทรทุกข์ใจ แต่แม่หญิงเจ้าขา ดีแล้วหรือเจ้าคะ ที่แม่หญิงเองจะเอาตัวเข้าไปทุกข์ด้วย”

กาหลงเย็นมือเย็นเท้า สิ่งที่นางพี่เลี้ยงกล่าวอ้างมา ราวกับเหล็กแหลมแทงใจ

“พี่แย้มอย่าพูดเลื่อนเปื้อน”  

“จะหาว่าอีแย้มสาระแนก็ได้ แต่คราวนี้กลับกรุงศรีเสียดีไหมเจ้าคะ ตัดไฟเสียแต่ต้นลม ก่อนอะไรๆ จะบานปลาย”

“พี่เข้าใจฉันผิดไปมากโข” น้ำเสียงของกาหลงขรึมเคร่ง จริงจัง แต่มีร่องรอยวะไหว “พี่อย่าลืม ที่ฉันต้องทำ เพราะฉันมิใคร่ให้พี่อินทรกับพี่หมื่นต้องหมางใจกัน มิเช่นนั้น ฉันจะมองหน้าพี่ปิ่นแก้วอย่างไรได้”

“ถ้าแม่หญิงว่าเยี่ยงนี้…”

“เยี่ยงนี้ล่ะพี่แย้ม หรือมิเชื่อ!”

กระแสเสียงของกาหลงเข้มจนแทบจะกดคนฟังให้จมมิด โมโหที่แม้แต่คนที่น่าจะอยู่ฝ่ายเดียวกับตนยังมองตนในแง่ไม่ดีเฉกเดียวกับคนอื่นๆ

ไม่ว่าจริง หรือไม่… ก็แค่อยากให้มีใครสักคนอยู่ข้าง

ครั้น เห็นนางพี่เลี้ยงหน้าถอดสีก็อดสงสารเสียไม่ได้ นึกถึงสิ่งดีงาม พี่แย้มก็ดีนักหรอก จะหาใครที่ซื่อสัตย์จริงใจด้วยอย่างพี่แย้มเห็นจะไม่มี

น้ำเสียงและแววตาจึงอ่อนลง

“คลายใจเถิดพี่ ฉันมิได้เคืองขุ่น รู้ว่าพี่ห่วงใยจึงว่ากล่าว สมควรจะขอบน้ำใจพี่เสียด้วยซ้ำ”

“โธ่… แม่หญิง”

               

บัดดล เสียงย่ำเท้าสวบๆ ก็ดังใกล้เข้ามา จนกาหลงกับนางแย้มต้องหันไปมอง ไอ้เสนกำลังวิ่งหน้าตั้งตรงมา เหงื่อซึมทั่วตัว พอถึงก็ทรุดลงนั่งคุกเข่า ระล่ำระลักพูด

“แม่หญิง… แม่หญิงไปยับยั้งท่านอินทรไว้ก่อนเถิดขอรับ”

คนเป็นนายขมวดคิ้วเบา ด้วยไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ จนนางแย้มต้องเป็นคนเอ่ยถาม

“เอ็งมีอันใดวะ พูดจาให้รู้เรื่องก่อนซิ”

“ท่านอินทร… แม่หญิง รีบเถิดขอรับ”

แม้เนื้อความจะขาดถ้อยแหว่งคำไปบ้าง ทว่ากาหลงยังจับจากอวัจนภาษาที่อีกฝ่ายสื่อ นัยยะแฝงเร้นที่สะท้อนผ่านแววตากระวนกระวายและหวาดหวั่นของไอ้เสน

เรื่องที่นางกลัวที่สุด… สิ่งที่จะก่อเกิดเป็นชนวนความบาดหมาง!

“พี่หมื่นกับแม่พุดซ้อนรึ!”

ไอ้เสนเม้มริมฝีปากแน่น มิอาจพูดอะไรมากนัก ได้แต่ก้มหน้ายอมรับ

“กี่ครั้งแล้ว เสน!”

คนถูกถามเหมือนจะอยากจะตายเสียตรงนั้น

“เอ็งอย่าบอกนะ ว่าทุกวันที่พี่หมื่นหายไป… เพราะแม่พุดซ้อน”

บ่าว ได้แต่กำหมัดแน่น ก้มหน้างุด กาหลงตอบตัวเองได้ทันที ดวงตากลมโตบัดนี้แข็งกร้าว

“แล้วทำไมถึงปล่อยจนจวนจะมีเรื่อง จึงค่อยมาบอกข้า”

“กระผม…”

“เสน!”

“กระผมพูดไม่ได้ขอรับ”

“พูดไม่ได้ เพราะกลัวพี่หมื่นจะกุดหัวเอ็งรึ” กาหลงไล่เบี้ย

“หามิได้ขอรับ” คนเป็นบ่าวกลั้นใจ ตอบคำถามตามจริง “แต่หากมีผู้ใดล่วงรู้ ท่านหมื่นจะฆ่าท่านอินทรทิ้งเสีย! แม่หญิง รีบไปยับยั้งท่านอินทรเร็วเถอะขอรับ!”

 

 

 

สองทุ่มกว่า ภายในร้านอาหารอิตาเลี่ยน เปรียวนั่งเท้าคาง ยกโทรศัพท์มือถือแนบหู รอกุมภ์รับสาย หากจนแล้วจนรอด ยังได้ยินแต่สัญญาณรอ

Shrimp fra diavolo บนโต๊ะถูกเล็มไปไม่กี่คำ กุ้งสีส้มลอยนวลอยู่ในจาน อร่อยน่ะอร่อย แต่ความหวาดกลัวทำให้กินไม่ลง

ความฝันที่สมจริงเสียยิ่งกว่าความจริง ทำให้เธอไม่กล้าอยู่ในห้องเพียงลำพัง

กระแสเย็นวาบที่ไต่ตามสันหลังยังไม่สร่างหาย

เหม่อมองผ่านกระจกหน้าร้านออกไปภายนอก ฝนเทลงมาจนเห็นเป็นม่านสีขาวเทาอำพรางแผ่นฟ้ากว้าง รถยนต์ที่วิ่งบนถนนยังคงรักษาความเร็วต่อเนื่อง

 

กุมภ์รับสาย เปรียวรีบรั้งสติตัวเองกลับมาอยู่กับบทสนทนา

“พี่กุมภ์จะมาเมื่อไหร่คะ”

“วันนี้พี่ไปหาเราไม่ได้นะ” เสียงคนตอบเบา แทบจะกลายเป็นกระซิบ จนคนฟังรู้สึก… ลางสังหรณ์ของผู้หญิง มีหรือจะเดาไม่ออก

กุมภ์คงอยู่กับใครสักคน คนที่เธอจะต้องไม่มีตัวตนให้เขารับรู้!

หญิงสาวจิกเล็บลงบนฝ่ามือ เธอไม่เคยหึงหวงบ้าบอ ไม่เคยทำตัวน่ารำคาญให้ผู้ชายหนักใจ เพราะถือว่าตัวเองเหนือกว่า สูงกว่า

แต่ในเวลานี้ ที่จิตใจของเธอถูกสิ่งที่ ไม่รู้ – มองไม่เห็น คุกคาม เธอเองก็อยากจะทำ อยากจะเรียกร้องในสิ่งที่ตนต้องการบ้าง!

“มาไม่ได้เหรอจริงๆ เหรอคะ เปรียวกลัว”

“กลัวอะไร”

“เมื่อเช้า… มีเรื่องแปลกๆ” หญิงสาวเล่า “เปรียวฝันเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ ดำไหม้เป็นตอตะโกเข้ามาทำร้าย มันสมจริงจนกลิ่นน้ำเหลืองเขายังติดจมูก”

“แค่นั้นเหรอ”

สาวร่างโปร่งขมวดคิ้วให้กับคนปลายสาย ทำไมวันนี้ กุมภ์ถึงพูดจาแย่ๆ กับเธอได้ ถึงเขาจะไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่คอยง้องอนผู้หญิง แต่เขาก็ไม่เคยพูดจาทำร้ายจิตใจเธอ

ราวกับว่า เขาไม่แยแสในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอด้วยซ้ำ

“พี่กุมภ์ใจร้าย ทำไมถึงถามแบบนั้น”

“พี่ไม่ได้ใจร้ายอะไรนี่ พี่แค่อยากรู้ ว่าในความฝัน มันมีแค่นั้นจริงๆ หรือ”

“ก็…” เปรียวนิ่ง คำพูดคำจาแปลกๆ ของชายหนุ่มคล้ายทำเอาเธอสะท้าน ขนคอลุกชัน “พี่กุมภ์ หมายความว่ายังไงคะ”

“พี่กุมภ์ หมายความว่ายังไงคะ”

เสียง ที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงของชู้รัก หากแต่เป็นเสียงของเธอเอง!

เปรียวลุกพรวดจากที่นั่งโดยไม่สนใจว่าคนในร้านจะมองตนอย่างไร

“พี่กุมภ์”

“พี่กุมภ์”

“เปรียวไม่เล่นนะ”

“เปรียวไม่เล่นนะ”

“พี่กุมภ์!”

“พี่กุมภ์!”

สาวผิวแทนเหยียดโทรศัพท์ออกห่างหู ตาเบิกกว้าง ตัวสั่นเทิ้ม แม้แต่ขาก็ก้าวไม่ออก

เสียง… หัวเราะในลำคอต่ำๆ ห้าวๆ กังวานขึ้น หากคราวนี้มันไม่ได้มาจากโทรศัพท์ แต่ดังมาจากด้านข้าง! เปรียวหันไปยังฝั่งที่เป็นผนังกระจก มองสิ่งที่เกิดนอกร้าน แล้วก็ต้องหนาวสั่นไปทั้งตัว

รถทุกคันบนถนนกำลังวิ่งถอยหลัง! ผู้คนที่เดินกางร่มก็ก้าวถอยหลัง!

และฝนทุกเม็ด ก็กำลังไหลย้อนกลับขึ้นสู่ท้องฟ้า!

มืออ่อน โทรศัพท์ร่วงหลุด เปรียวรู้สึกเปียกชื้นไปทั้งตัว เสื้อผ้าของเธออมน้ำ โลกรอบตัวเริ่มเงียบ หาใช่เงียบสงบ แต่เงียบอย่างคนหูดับ!

ไม่มีโต๊ะอาหาร ไม่มีผู้คนนั่งกินข้าว ไม่มีพนักงานบริการ

กลับกลายเป็นว่า ตอนนี้ เธอต่างหากที่ยืนอยู่ด้านนอก

มองกลับไปทางเดิม หลังผนังกระจกใส เปรียวมองเห็นตัวเองกำลังนั่งกินอาหารอิตาเลี่ยนอย่างเอร็ดอร่อยและยิ้มแย้ม

โลกทุกอย่างกลับตาลปัตร

ภายในเป็นภายนอก

ภายนอกเป็นภายใน

เปรียววิ่งไปยังแผ่นกระจกที่ขวางกัน กรีดร้อง แต่ไร้เสียงที่เล็ดลอดออกมา สองมือทุบกระจกราวกับจะพังให้มันทลาย!

 

“คุณลูกค้าเป็นอะไรรึเปล่าคะ”

บริกรประจำร้านเดินมาถามสาวผิวแทนที่โต๊ะเมื่อได้ยินเสียงดัง จู่ๆ ผนังกระจกก็สั่นรุนแรงและมีเสียงทุบตึงตังโดยไม่มีสาเหตุ

“ไม่เป็นไรค่ะ” คนถูกถามตอบ ก่อนจะปรายตามองไปยังต้นเสียง “ข้างนอกลมคงแรง”

คนฟังพยายามเก็บอาการไม่ให้ขมวดหัวคิ้ว ลมแรงหรือ… ไม่มีลมสักนิด

ฝนยังคงตกซู่ๆ

“ย้ายที่นั่งได้นะคะ”

“ไม่จำเป็น” ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีสดคลี่ยิ้มชวนขนหัวตั้ง สายตา ละม้ายมองเห็นบางสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น “ฉันชอบวิวตรงนี้… มันสวยดี!”

 

 

 

อินทรรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ อึดอัด หายใจไม่ออก ตะเกียกตะกายอยากเอาชีวิตรอด แต่สุดท้าย ก็ได้แต่ว่ายวนในวังน้ำลึก จมดิ่ง และตายลงช้าๆ

ภาพ… เมียรักกำลังพรอดพร่ำสิเน่หากับหมื่นหาญ เป็นยิ่งกว่ากระสุนดินปืนยิงทะลวงขั้วหัวใจ

มือ บีบดาบแน่น ปีศาจร้ายในดวงจิตโจนทะยานเข้าไปไล่ฟาดฟันจนมันทั้งสองวอดวาย หาก สติเพียงตัวเดียวที่ยับยั้งกายมิให้ลงมือ

“พี่อินทร”

เสียงตะโกนของกาหลงที่ดังมาจากทางด้านหลังกระทบเข้าโสตประสาทของคนทั้งคู่ที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยง หมื่นหาญและพุดซ้อนผงะเหวอเมื่อหันมาเห็นอินทรยืนจังก้าอยู่หลังพุ่มไม้ ผิวพรรณละเอียดขาวกลับแดงเรื่อด้วยพิษโทสะ

“พี่อินทร” พุดซ้อนเปรยชื่อคุ้นปากอย่างลืมตัว ก่อนจะเบียดซุกอยู่ด้านหลังของหมื่นหาญ

“ท่านอินทร อย่าเพ่อใจร้อน ข้ากับแม่พุดซ้อน ยังไม่ได้…”

ดาบถูกเลื่อนออกจากฝักช้าๆ เนื้อเหล็กขาววาววับ ชีวิตที่มีแต่ความหลอกลวง ผู้คนที่มีแต่ความคดเคี้ยว สมควรดับดิ้น!

มือเล็กบางพุ่งเข้าตะครุบจับมือหนาแข็งแรง

“พี่อินทร อย่าวู่วาม”

คนตัวสูงเบือนหน้ามายังกาหลงเชื่องช้า หากสายตาอัดแน่นไปด้วยความรู้สึก กัดฟันจนเลือดไหลซึม

“พี่ชายเจ้า! กาหลง! พี่ชายของเจ้า!”

ความชิงชังที่ฉายผ่านแววตาของอินทรทำเอากาหลงตัวอ่อน ราวกับหนูที่ถูกงูจ้อง

ผู้ชายเพียงคนเดียวที่เคยเห็นค่าในตัวนาง บอกกับนางว่า นางคือสิ่งมีค่ายิ่ง ควรคู่แก่การถนอมดูแล บัดนี้ กลับมีสายตาราวกับจะประหัตประหารนางให้บรรลัย!

แม้จะสะท้านสั่นด้วยวิโยค ทว่ายังคงต้องกุมมือนั้นไว้

ไม่เป็นไร ไม่ผิดหรอกที่พี่อินทรจะโกรธ

สมควรแล้ว… มันสมควรแล้ว

“อย่าทำพวกเขา เพราะท่านจะผิดอาญาบ้านเมือง”

“อาญาบ้านเมืองรึ” ความเกรี้ยวกราดลิ่วผ่านเข้ามาในดวงจิต อินทรสลัดแขนจากการเกาะกุม จังหวะแรงทำให้กาหลงเซจนเกือบล้ม

แวบหนึ่ง… อินทรเสียใจ

แววตาของเจ้ากาหลงปวดร้าว แม้จะไม่มีน้ำตาไหลออกมา แต่ในใจของนางเหมือนกำลังร้องไห้

ทว่า ความคับแค้นแรงกล้ายิ่งกว่า ข่มความอ่อนโยนให้สิ้นสูญ

“ผู้ดูแลอาญาบ้าน อาญาเมือง ก็พี่ชายเจ้ามิใช่รึ” ท่อนแขนล่ำสันข้างที่จับดาบ เหยียดชี้ไปยังคู่ชู้ที่กำลังพันผ้าพอกกายพัลวัน “ในเมื่อผู้ดูแลกฎหมายกระทำผิดเสียเอง ใครจะเชื่อถือได้!”

“แต่ถ้าท่านทำร้ายพวกเขา ท่านจะถูกลงโทษด้วย”

อินทรชะงัก กาหลงที่ถูกผลักไสยังคงเดินเข้ามาหาเขา แม้จะมีทีท่าระแวดระวังมากขึ้น นางไม่ยอมแพ้

“พี่อินทร อย่าทำเยี่ยงนี้เลย อย่าทำร้ายพวกเขา จนท่านเองต้องเดือดร้อน”

ฉับพลัน! เสียงกลองสนั่นหวั่นไหวก็โหมประโคมมาจากประจิมทิศ พร้อมเสียงเฮละโลของผู้คนบุกตรงมายังขบวนเกวียนที่ยั้งพัก

โจรป่า!

สติ… ที่เกือบถูกความมืดครอบงำจนหมดสิ้นค่อยคืนกลับ อินทรมองดูชายโฉดหญิงชั่วซึ่งกำลังตกใจกลัวอย่างมาดหมาย ก่อนจะหันมาสบตาตรงกับกาหลง

ริมฝีปากหยักขยับ เค้นคำจากลำคอ ลอดผ่านไรฟัน

“แม่ญิงกาหลง… ข้าเกลียดเจ้า!”

 

 

 

สายฟ้าฟาดเปรี้ยง แสงสว่างจ้าจนเห็นเรือนของขวัญข้าวตั้งตระหง่านท่ามกลางดงไม้หนาทึบ ยอดไม้เอนลู่ กิ่งก้านหงิกงอราวกับกรงเล็บของปีศาจ

หน้าบ้าน เปรียวยืนนิ่ง ตากฝนพรำ รอยยิ้มยก เปี่ยมเล่ห์มารยา สองมือพนม โอมอ่านคาถา

“โอม โองการเจ้าปู่เจ้าเขา เจ้าเฒ่าฤาษี ไพศาลฤทธี สิทธิการิยา ผีป่าผีบ้าน ผีผ่านทางผีนา ผีทุ่งผีป่าช้า ผีตายห่าตายโหง ผีโขมดผีพราย สมิงร้ายผีโพง ผีโป่งดินโป่งน้ำ ผีประกำผีมอย กระสือกองกอย จงฟังคำกู!

 

 

 

ขวัญข้าวคลุมเสื้อคลุมขาว นั่งกอดเข่าร้องไห้ บนแนวเส้นของแสงเลื่อมพรายคล้ายแสงเหนือ ที่ส่องอาภาขึ้นมาจากบนพื้น รอบด้านของเธอมืดสนิท จนมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง ความเหน็บหนาวเกาะกินหัวใจ

ความปวดร้าวพวกนี้มาจากไหน… ความรู้สึก ที่เหมือนอยากจะตายไปเสียให้พ้นๆ

ตั้งแต่เกิดมา… เคยมีสักครั้งไหมนะ ที่เธอจะมีความสุขอย่างแท้จริง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใสของเธอครั้งสุดท้าย คือตอนไหน… จำไม่ได้

รู้สึก… เหมือนกับว่า… ไม่มี

ไม่ว่าจะอยู่กับใคร เธอไม่เคยเปิดใจได้สักหน

กลัว… จะเป็นตัวเธอเองนี่ล่ะ ที่ทำให้ใครๆ เดือดร้อน

พอเกิดมา พ่อกับแม่ก็ต้องเลิกรากัน

และเป็นเพราะเธออีกล่ะมั้ง อธิก์ถึงต้องตาย

ทั้งกุมภ์ เปรียว รติมา ต่างก็ถูกวิญญาณร้ายหมายหัว

ทั้งหมดเป็นเพราะเธอ… เพราะเธอแท้ๆ

จะเกิดมาทำไม… ตายไปก็สูญเปล่า ต้นไม้ใบหญ้าเกิดมายังมีประโยชน์เสียกว่า

ไม่เอาแล้ว ไม่อยากอยู่แล้ว บนโลกนี้มันกว้างเกินไปสำหรับเธอคนเดียว

สิ้นกระแสคิด ปลายทาง ไกลลิบๆ ก็ปรากฏเงาร่างของผู้คนมากมาย ยืนเรียงรายราวกับกำแพงมนุษย์ ยืนโบกมือ ร้องเพรียก

…มากับพวกเราสิ มาอยู่ด้วยกัน

ขวัญข้าวปาดน้ำตา มองนิ่งๆ ดูฝูงชนที่เร่งเร้าเธอ และถาม

“ที่โน่น เป็นยังไงบ้างคะ”

…ที่นี่ เธอจะไม่ต้องรักใคร เธอจะไม่ต้องเจ็บปวด

…มากับพวกเราสิ มาอยู่ด้วยกัน

…ทุกคนจะลืมเธอจนหมด แล้วเธอจะไม่ต้องมีความรู้สึกอีก

…มากับพวกเราสิ มาอยู่ด้วยกัน

ขวัญข้าวลุกยืน ตัดสินใจแล้ว หากเป็นโลกทางโน้น มันอาจจะดีกว่า

ควรแล้วล่ะ ที่เธอจะต้อง อยู่ในโลกที่ไม่มีใครจดจำ

หญิงสาวฝืนยิ้มให้กับตัวเอง ทั้งที่น้ำในตาไหลนองสองแก้ม ขยับเท้า คืบไปข้างหน้า

               

“อย่าไป!!”

ฉับพลัน! กำแพงมนุษย์ที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้าก็เลื่อนถอยกลับเข้าไปในเงามืดตามเดิม มือเล็กๆ ของเด็กชายวัยเจ็ดขวบตัวกะเปี๊ยกกุมมือเธอแน่น เด็กชายที่เธอจำเขาไม่ได้

หากคุ้นเคย… ในดวงใจ…

“ข้ามเส้นนี้ไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้น ขวัญจะไม่ได้กลับมา”

หญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองย้อนวัยเป็นเด็กหญิงตัวเล็กอีกครั้ง เธอย่อตัวลง เด็กชายยังพูดจ้อยๆ

“อย่าอยู่ตรงนี้ ไปตรงนู้นกันดีกว่า”

“นายเป็นใคร”

“จำไม่ได้เหรอ”

คนถูกถามส่ายหน้าเบา เด็กชายกางแขนออก

“กอดสิ” น้ำเสียงหนักแน่น กล้าหาญ ไม่สมวัยเอาเสียเลย “กอด แล้วขวัญจะจำได้”

คนถูกเชื้อเชิญลังเล หากเมื่อเห็นดวงหน้ายิ้มแย้มของอีกฝ่ายแล้ว ความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจกลับแผ่ซ่าน ขจัดความหนาวยะเยือกที่ห่มหุ้มจนแทบจะหมดสิ้น

รอยยิ้มที่เหมือนดวงตะวัน

ขวัญข้าวรวบร่างของเด็กชายมากอดไว้กับอก พลันนั้น แสงประภัสสรที่เรืองรองบนพื้นก็เฉิดฉาย ขยายกว้างออกไป ราวกับสีที่ละลายในน้ำ เสียงแห่งอดีตกาลสะท้อนดังขึ้นมาจากพื้น

               

“ขวัญยืนดูอะไร”

“ไม่ใช่ขวัญเฉยๆ ต้องเรียกพี่ขวัญ ฉันอยู่ปอสี่แล้วนะ”

“ทันอยู่ปอหนึ่ง”

 

“ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”

“ความฝันน่ะ… ฝันร้าย… ฉันกลัว”

“ความฝันไม่ใช่ความจริง พอตื่นก็ไม่มีอะไรแล้ว”

 

ธรรม์ทัพ…

เสี้ยวลมหายใจ ร่างเล็กๆ ของเด็กชายก็หายเข้าไปในตัวของขวัญข้าว ความมืดมิด ถูกทำลายลงสิ้น กลายเป็นความสว่าง ราวกับท้องทุ่งในยามเช้า

อรุณรุ่ง…

แค่ตื่น ก็ไม่มีอะไรแล้ว

“ธรรม์ทัพ” ริมฝีปากบางขยับเบา “ฉันอยู่ตรงนี้”

 

 

 

เสียง… คล้ายเสียงของคนที่เขาตามหาดังสะท้อนไปมาจนจับความไม่ได้

ดาบในมือของเขาสั่น… ดาบ – เล่มเดียวกับที่อินทรเคยถือไว้มั่น เปี่ยมล้นด้วยความอาฆาต

ก่อนจะเดินทางข้ามมาในโลกแห่งฝัน เขาเคยนิมิต หญิงสาวใส่ชุดไทยโบราณ นั่งร้องไห้ปลายเตียง

เธอสวมหัวโขนรูปทศกัณฑ์!

เช่นนั้น… ดาบนี่ ควรจะใช้ฟันหัวโขนสักอันอย่างนั้นหรือ

 

สงบจิต นิ่งเย็น ดั่งผิวทะเลสาบในวันไร้ลม

สดับ…

“ธรรม์ทัพ… ฉันอยู่ตรงนี้”

ฉับพลัน! แว่วเสียงเพรียกกลับเจนชัดในจุดเดียว

หัวโขนที่อยู่ด้านหลัง!

ตวัดปลายดาบไปยังเป้าหมาย สายตาแน่วแน่ คมปลายดาบจ่อค้างบนเศียรยักษ์

ไม่ใช่… ไม่ใช่ดาบ ไม่ใช่หัวโขน

บางสิ่งบางอย่างที่มีค่ามากกว่านั้น

หัวใจ

 

ธรรม์ทัพเอื้อมแขน เลยผ่านหัวโขนออกไปในความมืดด้านหลัง และทันทีที่มือจมทะลุผ่าน บรรยากาศสีดำก็ลั่นเปรี๊ยะ แตกปริ คล้ายรอยกระจกร้าว ลามไล่ทั่วชั้นอากาศ และแสงเลื่อมระยับส่องประกายเข้ามา

ในความมืด มือเล็ก อบอุ่น คว้ามือเขาตอบ คนตัวสูงยิ้มออกเป็นครั้งแรก

“คุณขวัญ”

วินาทีที่ชื่อถูกเรียก ภาพทุกอย่างรอบด้านก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับมันไม่เคยมีอยู่จริง มีเพียงธารแสงที่เลื่อนไหลและกาลเวลา ทุกสิ่งเบา ราวกับกำลังล่องลอยอยู่ในอวกาศ ธรรม์ทัพออกแรงดึง แล้วร่างเล็กบางของคนที่เขารอคอยก็ลอยเข้ามาหา ชายหนุ่มโอบรับเธอไว้ในอ้อมอก

ตาประสานตา

ใจประสานใจ

ธรรม์ทัพยกมือประคองแก้มของคนในวงแขน ปาดน้ำตาชื้นๆ ออกจากดวงหน้าของเธอ จุมพิตประทับบนหน้าผาก

“ผมรู้ ว่าคุณจะกลับมา”

คำ เพียงสั้นของธรรม์ทัพทำเอาหญิงสาวสะอื้นฮัก คนตัวเล็กกระชับกอดเขาไว้แน่นราวกับจะไม่มีวันยอมปล่อยเขาเด็ดขาด

 

 

 

จู่ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดปัง! ไฟทุกดวงภายในบ้านของขวัญข้าวดับวูบ ป้าต้อยร้องกรี๊ดจนอีกสองคนที่อยู่ด้วยภายในห้องเดียวกันสะดุ้งเฮือก พร้อมเพ็ญถึงกับเอ็ด

“จะกรี๊ดทำไมต้อย ตกอกตกใจหมด”

กุมภ์เองก็สยองพองขนไม่แพ้กัน เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเจออะไรพิลึกพิลั่นเพียงนี้ แต่ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ และบอกกับตัวเองว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องหาคำอธิบายได้ อีกทั้ง เขายังเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในห้องนี้ อย่างไรเสีย ก็ต้องเป็นที่พึ่งของทุกคน

“ฟิวส์คงขาดมั้งครับ ป้าต้อยมีไฟฉายกับฟิวส์สำรองรึเปล่า ผมจะไปดูให้”

“มีค่ะคุณ อยู่ในห้องเก็บของ เดี๋ยวป้าจะพาไป” ป้าต้อยตอบ แต่มิวาย แลมองผู้เป็นนายด้วยความห่วงใย “แต่ถ้าไปกันสองคน…”

“ฉันเฝ้าคนเดียวได้หรอกน่าต้อย นี่บ้านฉันนะ” คุณพร้อมเพ็ญเอ็ด ประพิมพ์ประพายเดียวกับขวัญข้าว

พอได้ฟังอย่างนั้น ถึงจะยังไม่วางใจ แต่ก็ขัดไม่ได้ แม่บ้านเก่าแก่จึงตรงไปเปิดประตู

จังหวะที่บานประตูอ้าแง้ม สายลมก็พัดพรูพร้อมกลิ่นสาบสาง ท่อนแขนเรียวยาวผลักจนป้าต้อยลอยหวือข้ามไปอีกมุมห้อง พร้อมเพ็ญตะโกนเรียกชื่อลูกจ้างดัง ในขณะที่กุมภ์ได้แต่ผงะ

คนที่ก้าวเข้ามา คือสาวผิวแทนที่เขานอนกอดแทบทุกคืน

“เปรียว!”

คนถูกเรียกยิ้มอ่อนหวาน แต่ไม่เอ่ยเอื้อนคำใด

“คุณไม่ใช่เปรียว!!”

หญิงสาวหัวเราะหึในลำคอ แล้วดีดนิ้วเปาะ

สายลมวูบใหญ่โหมเข้ามาภายในห้อง พัดเอาเปลวไฟในดวงตะเกียงไหวเอนเจียนจะดับ ผู้เป็นเจ้าของบ้านผวาเข้าไปกั้นบัง ทว่า จังหวะนั้นเอง ฝีเท้าที่รีบจ้วงย่ำเป็นอันต้องสะดุด

วิญญาณมากมายคืบคลานเข้ามาภายในห้องราวกับมดแมลง ร่างสีขาวเทา หันหัวกลับหลัง นัยน์ตากลวงโบ๋ มีเลือดไหลอาบ ตะกายเข้ามาทางหน้าต่างที่แตกอยู่บ้าง แทรกตัวเข้ามาทางประตูบ้าง ด้วยท่วงท่าอันผิดมนุษย์!

พร้อมเพ็ญเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงกับพื้น กุมภ์เองก็ถูกสิ่งเร้นลับเกาะแข้งขา ตะกายขึ้นมาตามลำตัว ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด มีแต่เปรียวเท่านั้นที่เหยียดนิ้ว ชี้ไปยังตะเกียงที่ปลายเท้าของธรรม์ทัพ

ชายหนุ่มยังคงนอนนิ่ง เหมือนกับคนนอนหลับธรรมดา

ร่างเงาร่างหนึ่งตะกายลงมาจากฝ้าเพดาน จดจ่ออยู่กับดวงไฟ ก่อนจะอ้าปากกว้างคล้ายปากงูเหลือมยามเขมือบเหยื่อ ครอบงับ

มืดมิด!

มีเพียงสายควันที่ลอยอ้อยอิ่งยามไส้ตะเกียงดับแสง…

 

 

 

ขวัญข้าวยังไม่ทันจะเอ่ยวาจา จู่ๆ ก็เหมือนมีแรงบางอย่างลากเธอออกจากอ้อมแขนของชายหนุ่ม หญิงสาวหวีดลั่น

รูปลักษณ์ของอินทรในร่างถูกไฟครอกฉายขึ้นด้านหลัง มือหนาบีบกะโหลกขวัญข้าว ยกเธอจนเท้าไม่แตะพื้น หญิงสาวถีบดิ้นทุรนทุราย

“หยุดนะอินทร!”

ธรรม์ทัพตะโกน ทว่าจิตแค้นแห่งอดีตภพเพียงขยับยิ้มมุมปาก เหลือบแลดาบในมือของเขา

ความเป็นอิสระของชายหนุ่มถูกขโมยไปสิ้น มือข้างที่จับดาบของธรรม์ทัพกลับเลื่อนเอาปลายคมของศาสตราวุธจ่อเข้าหาตัวเอง

“ไม่นะ! ไม่!”

ขวัญข้าวตะโกนเสียงหลง แต่อินทรหัวเราะร่วน กะซิบกระซาบให้ดังพอที่คนในเงื้อมมือจะได้ยิน

“กูจะให้มึงเห็น ทุกคนรอบตัวมึงจะต้องตาย!”

สิ้นคำ คมดาบแทงทะลุเข้ากลางอก!

ขวัญข้าวกรีดร้องสุดเสียง!!

 

               

>>> โปรดติดตามตอนต่อไป