ฝนพรางฟ้า (๒๔.หนึ่งเดียว)


 

สะเก็ดไฟปะทุเบาที่ด้านหลังคนทั้งสอง ลอยขึ้นกลางอากาศละม้ายวูบแสงของหิ่งห้อย ก่อนวับหาย กระจายเป็นเถ้าสีเทาจาง

คนตัวสูงแกะอ้อมแขนเรียวงามที่กอดรัดเขาออก ไม่มีทีท่าจะหันมองนงเยาว์ซึ่งกำลังนิ่งงันอยู่เบื้องหลัง นอกจากกล่าวย้ำหนักแน่น… เด็ดขาด…

“ห่มผ้าของเจ้าเสีย กาหลง กระทำเยี่ยงนี้นอกจากจะมิช่วยให้ข้าคลายความโกรธต่อพี่ชายเจ้าได้แล้ว ทั้งเจ้าและข้า ยังต้องกลายเป็นคนชั่วช้าสารเลวตาม!”

ถ้อยคำของอินทรรุนแรงและจริงจนน่าเจ็บปวด กาหลงถึงกับสะอึก ตื้อติดคอจนพูดอะไรไม่ออก ใจสาวระรัว แรง แทบทะลุอก ไฟแห่งความละอายเผาทั้งหน้าให้ร้อนจัด ขณะเดียวกันก็อุ่นวาบนัยนา

ทั้งที่… ทำถึงเพียงนี้แล้วแท้ๆ

               

ยอมทิ้งเกียรติ นารี อัปยศ

ละขว้างหมด คุณค่า สง่าศรี

หวังให้เขา มองมา แค่ปราณี

แต่มิมี ที่เห็น จะแลตา

 

ขมขื่น เจ็บช้ำ ซ้ำแสบแสน

เหมือนแม้น ลนไฟ ใกล้ใกล้หน้า

ระกำ ย้ำยอก ตอกอุรา

จิตรา ก็แหลกลาญ ที่กลางทรวง ๏

 

มือเล็กๆ กำหมัดแน่น เจ็บ… อาย…

ความเกลียดชังแล่นจับขั้วใจ เกลียดที่เขาเป็นคนรักเดียวใจเดียว… เกลียดที่ลึกๆ แล้ว ตนยินดีต่อคุณธรรมของเขา…

และที่สุดแห่งความเกลียดนั้น – สตรีในดวงใจของเขา มิใช่นาง!

นอกจากพุดซ้อนแล้ว สายตาของอินทรไม่มีไว้ชายมองใคร!!

“พี่อินทรพูดถูกทุกอย่าง” กล้ำกลืนความรู้สึกร้าว ลึก ลงคอ เบือนหน้าหลบไปทางอื่น “น้องเข้าใจแล้วค่ะ น้องเขลาเอง”

คนตัวสูงยังคงยืนมั่นในท่าเดิมราวกับก้อนหิน คนตัวเล็กที่รอฟังคำโต้ตอบจึงได้แต่พยักหน้าเบาให้กับตน

เขาคง… รังเกียจนางจริงดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้ากระมัง

“ในใจท่าน หากเป็นไปได้ พวกเราคงมิควรพบกันแต่แรกสินะคะ ไม่ควรที่จะต้องชะตาต่อกัน ไม่ควรมีใจใส่… เพื่อจะได้ไม่เจ็บ และชิงชัง”

“กาหลง เจ้าอย่าคิดเยี่ยงนั้น…” อินทรถอนใจ ตั้งใจจะเหลียวกลับ

“อย่ามอง!” วาจาที่หลุดออกไป ทั้งห้วน สั้น และหวั่นหวาด “อย่าเพิ่งดูน้องในสภาพนี้ เกรงจะสู้หน้าท่านไม่ติด… ต่อไป จะมองใครได้เต็มตาหรือเปล่ายังไม่รู้!”

“หากเจ้าระแวงว่าข้าจะโพทะนา ก็จงวางใจเถิด ข้าไม่คิดทำ”

สองมือที่เหน็บรั้งผ้าชะงักหยุด รอยยิ้มขมขื่นผุดมุมปาก

“พี่อินทรช่างดีนัก เป็นอย่างไรมาก่อน ก็ยังเป็นอย่างนั้น แต่อย่าลำบากอีกเลยค่ะ… ถึงหมู่บ้านครานี้ น้องกับพี่แย้มจะคืนเรือนที่พระนครเสีย ไม่ยุ่งเกี่ยวกิจการใดที่ท่านจะทำต่อพี่หมื่นและแม่พุดซ้อนอีก”

กาหลงนุ่งอาภรณ์เรียบร้อย มองดูแผ่นหลังหนาใหญ่ของคนตรงหน้าอีกครั้งแล้ว อดไม่ได้ที่จะใจหายกับทางที่เลือก

อาลัย… ราวกับหัวใจถูกฉีกขาด

“หมดสิ้นกันเสียทีนะคะ… จะมิขอต่อเวรต่อกรรมสืบไป!”

 

 

 

อินทรเร้นหลบมานั่งกอดดาบอยู่ปากถ้ำ เพื่อคอยระแวดระไวอันตรายที่อาจจู่โจมมาในยามราตรี ขณะที่กาหลงนอนคู้กายใกล้กองไฟซึ่งอบอุ่น

ความรู้สึกของนางน้อยที่ส่งมา… ทำไมอินทรจะไม่รับรู้

เขาเองก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่หรือ มีรัก มีโกรธ

มีหัวใจ

และก็เพราะ มีหัวใจนั่นล่ะ จึงตระหนัก – ไม่ควรยิ่งที่จะกระทำย่ำยี

พลาดพลั้งสิ่งใดในเพลานี้ จะเท่ากับทำลายชีวิตของผู้หญิงหนึ่งคน เพียงเพื่อระบายโทสะอันบันดลต่อพี่ชายนาง!

สุดท้าย จะเป็นเจ้าเองที่เสียใจ เจ้ากาหลง

 

 

กาลเวลารินไหลเหมือนสายน้ำ และแม้ความคิดความกังวลของเขาจะยังไม่คลี่คลาย แต่อรุโณทัยก็ฉายแสงสีทองมลังเมลืองอาบผืนนภากว้าง ราวกับไม่สนใจเขาสักนิด นกดุเหว่าขับขานเสียงแปลกแปร่ง

คนที่พอจะคุ้นเคยกับทำนองป่า ตระหนักชัดทันทีว่า บทเพลงผิดเพี้ยน จึงรีบลุกขึ้นเพื่อเตรียมพร้อม

ทว่า การอดนอนทั้งคืน รวมความเหนื่อยล้าจากเมื่อวานที่ขับเคี่ยวกับกลุ่มโจรป่า ทอนกำลังสัมปชัญญะของเขาลงไปมาก เพราะเพียงปราดเดียว คมศัสตราขาววับก็จ่อเข้าใต้คางของเขาเข้าให้!

ไอ้เสนกำดาบไว้มั่นทั้งสองมือ นัยน์ตาแดง แห้ง บอกให้รู้ว่ามันอดหลับอดนอนทั้งคืน

กระนั้น อาการสั่นไหวที่ปลายมีด ก็ทำให้อินทรหัวเราะหึ

ใจของไอ้เสนยังไม่ร้ายเท่านายของมัน!

“ถ้าเอ็งอยากเป็นทาสเขาทั้งกายและวิญญาณ ก็จงสังหารข้าเสีย แต่หากเอ็งยังพอมีส่วนเสี้ยวซึ่งเป็นไทอยู่บ้าง เอ็งจะไม่ทำ!” 

“อย่ายั่วยุกระผม! ท่านอินทร” ไอ้เสนกัดฟันแน่น

“ยั่วยุรึ” บุรุษจากเมืองเหนือหันขวับไปทางคนพูด จนคมดาบสะกิดคอ เกิดแผลเล็กๆ

เจ้าของดาบสะดุ้ง รีบรั้งคมมีดมิให้เฉือนเนื้อเขา

“คนเราทำสิ่งต่างๆ เพราะถูกยั่วยุเยี่ยงนั้นรึเสน หรือทุกการกระทำ ล้วนเป็นผลจากสิ่งที่บันดาลในใจคนแต่ละคนกันแน่เล่า”

คนฟังนิ่งงัน จิตสำนึกปั่นป่วนเหมือนมีกองทัพสองกองก่อสงครามย่อมๆ ภายในอก

ใจหนึ่ง… นายสั่งมา

อีกใจ… ไม่กล้า ลงมือ

อย่างไรเสีย อินทรก็เคยช่วยชีวิตเขาไว้ จากคมมีดของไอ้โจรร้าย

หากฆ่าผู้มีพระคุณ กูจะต่างอะไรจากสัตว์เดรัจฉาน!

อินทรเองเหมือนจะจับความในใจของเขาได้ จึงยิ่งขยี้ย้ำตรงจุดเดิม

“ทุกสิ่งที่เอ็งทำ เอ็งจะตรามันสู่จิต และมันจะย้อนกลับคืนสนองเอ็งทุกเมื่อเชื่อวันเสมอ! เอ็งเลือกเอา!”

 

 

น้ำหนักคำพูดของอินทรกดทับลงบนบ่าทั้งสองข้างของไอ้เสน และโดยไม่รู้ตัว วาจานั้นก็เป็นน้ำหนักกดทับลงบนหัวใจยับเยินของดรุณีที่ซุ่มฟังหลังโขดหินใหญ่

กาหลงหน้าเซียว นึกเยาะตนในใจ

ทุกสิ่งที่นางทำไว้ สุดท้ายคงจะย้อนมาสนองคืนนางเช่นกัน

กรรม…

มันเป็นกรรม!

ระบายลมหายใจยาว ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว อยากจะหนีไปให้พ้น ไม่ต้องพบ ไม่ต้องเจอ

ไม่ต้องมีหัวใจ

ขอแค่ ไปให้ไกลๆ จากบุรุษที่ชื่ออินทร!

 

 

ร่างเล็กบาง ก้าวพ้นจากที่หลบซ่อน เก็บงำทีท่า ราวกับไม่รับรู้เรื่องที่เกิดระหว่างชายทั้งสอง หากไอ้เสนที่ยืนคุมเชิงสะดุ้งเมื่อเห็นนายหญิง แล้วรีบลดดาบลง ในขณะที่อินทรเอ่ยทัก

“กาหลง”

คนถูกขานไม่เพียงแต่ไม่ตอบกลับ ยังหลบหน้า จดจ้องไปยังบ่าวของตนประหนึ่งว่า ไม่รับรู้การมีอยู่ของคนที่ตนหมั่นเรียก พี่

“มาช้าจริงนะ เสน”

คนเป็นบ่าวได้แต่ก้มหน้างุด ในขณะที่อินทรเม้มริมฝีปาก

กำแพงแก้วหนา ใส ที่ก่อขึ้นกั้นกลางระหว่างเขากับกาหลงแน่นหนา ชวนอึดอัด

แม้ไม่ผลักไส แต่เหมือนนางกำลังหนีเขาไป… ห่างเหิน…

“กระผมตามรอยมาพร้อมกับท่านอินทร แต่หลงกันขอรับ”

“อย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงเบา แล้ง

“แม่หญิงมิบาดเจ็บอันใดใช่ไหมขอรับ”

คนถูกถามส่ายหน้า ไร้วาจา หาก เป็นอินทรอีกนั่นแหละที่ยัง เสนอ ความห่วงใยผ่านคำตอบ

“นายของเอ็งเพียงแต่เพลียเท่านั้นดอก ประเดี๋ยวกลับไปยังขบวนเกวียนแล้ว ให้นางได้พักผ่อนสักครู่ก็จะหายเป็นปรกติ”

อินทรเหลียวมองนาง เสี้ยวหน้าซีกหนึ่งที่เห็นนวลละออง หากแววตาช้ำ และแห้งผาก

หัวใจปวดหน่วง ราวกับมีมือล่องหนเข้าไปเคล้นคลึง

“ไปเถอะเสน” กาหลงว่า “ดังที่พี่อินทรว่ามาล่ะ เอ็งรีบพาข้าไปจากที่ตรงนี้เสียที!”

 

 

 

เปรียวเคยได้ยินเรื่องนั้นเมื่อนานมากแล้ว

คู่รักคู่หนึ่งรักกันมาก แม้จะยังอายุไม่มาก แต่ฝ่ายชายก็ดูมีอนาคตไกลและฝ่ายหญิงก็นิสัยดี จนเป็นที่น่าอิจฉาของคนรอบข้าง จนอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งคู่ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ฝ่ายชายเป็นคนขับ ฝ่ายหญิงซ้อน ก็เกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับรถยนต์ที่พุ่งฝ่าไฟแดงออกมา หญิงสาวตัวลอยเหินไปตกอยู่ที่เกาะกลางถนน ส่วนฝ่ายชายคอหักตายคาที่!

แม้งานศพจะผ่านไปแล้ว แต่เธอยังคงอาลัยอาวรณ์คนรักอยู่ หญิงสาวจึงเก็บข้าวของเครื่องใช้ของฝ่ายชายเอาไว้ครบถ้วน ซึ่งตอนแรกๆ ก็เหมือนว่าจะไม่มีอะไร แต่แล้วเรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อจู่ๆ ในบ้านที่มีเธออาศัยเพียงคนเดียว ก็กลับเหมือนมีใครอีกคนใช้ชีวิตร่วมกับเธอ! ข้าวของของแฟนหนุ่มก็เหมือนถูกใช้โดยใครสักคน คอมพิวเตอร์เปิดขึ้นเอง เสื้อผ้าของเขาที่สวมแล้วถูกใส่ไว้ในตะกร้า หรือแม้แต่แปรงสีฟันของเขาที่เปียกชุ่มในทุกๆ เช้า! แต่ที่หนักหนากว่านั้นก็คือ หญิงสาวเริ่มเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ แต่พอไปโรงพยาบาลกลับตรวจไม่พบว่าเป็นอะไร เรื่องพิลึกพิลั่นที่เกิดทำให้เธอนึกถึงพิธีกรรมของคนโบราณที่บอกเอาไว้ว่า หากคนที่รักกันมากๆ คนหนึ่งตาย แล้วคนเป็นไม่ยอมตัดสัมพันธ์ อีกฝ่ายจะไปไหนไม่ได้ จะต้องวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เพื่อจะเอาคนเป็นไปอยู่ด้วย

พอคิดได้ดังนั้น หญิงสาวจึงเก็บข้าวของทั้งหมดของแฟนหนุ่มหมายจะเอาไปทิ้ง และในตอนที่กำลังจะปิดลังกระดาษใบสุดท้ายนั่นเอง ก็มีแขนลึกลับโอบกอดเธอมาจากทางด้านหลัง ใบหน้าเขียวช้ำของแฟนหนุ่มพาดเกยบนบ่า ชิดแก้มของเธอ พร้อมกับบอกว่า “เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป!

 

 

อนธกาลแผ่คลุมมาจากท้องฟ้าเบื้องบน ลามลงยอดตึกสูงใหญ่ เก่าโทรม เขลอะสนิม ที่เรียงรายสองข้างถนนสายเปลี่ยว บรรยากาศโดยรอบเย็นยะเยียบคล้ายผัสสะจากละไอหมอก เขม่าควันฟุ้งกระจาย เหม็นสาบไหม้ระคนเหม็นกลิ่นเน่าของซากศพ

ห้วงกาลเวลาอ้อยอิ่ง นิ่งค้าง

เปรียวตัวสั่นงันงกเมื่อเห็นภาพของโขยงผีที่ยืนนิ่งกลางท้องถนน พวกมันทุกตัวชายหญิงล้วนบิดคอเป็นเกลียว หมุนกลับหลัง ก้มหน้า ไม่ไหวติ่ง ราวกับต้นไม้ใบโกร๋นที่ยืนต้นตายจากภายใน เหยียดกิ่งก้านขยึกขยักน่าพรั่นพรึง บางตัวตาบอด เห็นเลือดไหลอาบจากเบ้านัยนาเกรอะสองแก้ม

เสียงนุ่ม ทุ้ม เปี่ยมล้นด้วยความอบอุ่นอันประหลาดเอ่ยดังมาจากทางด้านหลัง

“ยิ่งกลัว คุณจะยิ่งดึงดูดให้พวกมันเข้ามาใกล้”

คนเตือนคือผู้ชายตัวสูงที่ ลาก เธอเข้ามาหลบในซอกตึก

ชายหนุ่มคนเดียวกับที่เธอเคยเห็นอยู่กับขวัญข้าว

ธรรม์ทัพ!

เขาทรุดนั่ง เอนพิงกับผนังตึกซอมซ่อ บนเสื้อบริเวณช่วงอกของเขามีเลือดแดงๆ ชุ่มโชกราวกับมีใครเอาไปจุ่มสีแดงมาอย่างนั้น ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาซีดเซียวจนกลายเป็นสีกระดาษ

แต่ถึงกระนั้น ลึกๆ ใน วิญญาณ ของเธอกลับมั่นใจ

อะไรบางอย่างในตัวของหนุ่มรูปงาม ละม้ายยืนยัน เขาพร้อมที่จะช่วยเหลือเสมอ!

หากปากและสมองที่ไวกว่าความรู้สึกกลับโพล่งพูด

“จะไม่ให้ฉันกลัวได้ยังไงล่ะ ถ้าที่คุณเล่ามามันเป็นเรื่องจริง ตอนนี้ฉันอยู่ในความฝัน แล้วก็ถูกไอ้ผีบ้าที่ชื่ออินทรไล่ล่า จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!”

คนรับฟังตวัดตาจับจ้องอีกฝ่าย

“ที่ผมเล่ามาทั้งหมดคือเรื่องจริง” ธรรม์ทัพย้ำ หนักแน่น “คุณจะเชื่อหรือไม่ มันก็เป็นความจริงเสมอ แต่คุณไม่ต้องรีบกลัวว่าจะเป็นอะไรไป เพราะในความตายทั้งห้า คุณคือลำดับที่สาม”

หนึ่ง – อธิก์

สอง – รติมา

ตราบใดที่ รติมายังมีชีวิตรอด ความตายไม่อาจมาถึงเปรียวได้แน่นอน!

ทว่า… ก็คงอีกไม่ช้าไม่นานแล้ว

“เราต้องรีบเข้าไปในตึกโน้น” คนพูดบุ้ยใบ้ไปยังตึกเก่าโทรมที่อยู่ถัดออกไปอีกไกลพอควร “ช่วยเพื่อนของคุณ ถ้าทำได้ คุณจะได้ออกจากที่นี่”

แม้ธรรม์ทัพจะพูดอย่างนั้น แต่เธอไม่มั่นใจสักนิด

“บ้าเอ๊ย! ทำไมต้องเป็นฉันด้วย!!”

“กรรมน่ะ” ชายหนุ่มตอบ รอยเสียงเรียบราบ ไม่ส่อแววตำหนิติเตียน “ทุกสิ่งที่คุณทำ ทุกๆ อย่างจะกลับมาเล่นงานคุณเสมอ”

“ฉันทำอะไรไม่ทราบ!”

“ไม่รู้จริงเหรอครับ” คนตัวสูงลุกยืน เตรียมพร้อม ดวงตาคมจับจ้องหญิงสาว แต่คนถูกมองกลับรู้สึกเหมือนถูกขุดค้นเข้าไปในจิตใจเสียมากกว่า ความน่าละอายที่ปกปิดซุกซ่อน เหมือนถูกแฉและตีแผ่ต่อคนเบื้องหน้า

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เรายังพอมีเวลาให้คุณได้คิด แต่คุณไม่จำเป็นต้องนึกถึงอดีตให้มากนักก็ได้ ใคร่ครวญแค่ว่า จากนี้ อะไรคือสิ่งที่เหมาะควรที่คุณจะทำก็พอ”

 

 

 

ตั้งแต่กลับถึงหมู่บ้าน ไม่มีเลยสักชั่วยามที่พุดซ้อนจะมีความสุข อินทรเองก็สงวนท่าที นิ่ง จนน่าประหลาด

ความเฉยชาราวกับพระปฏิมาของคนเป็นผัวทำให้นางแทบบ้า ด้วยไม่รู้ว่า เขาจะมาไม้ไหนกันแน่

ไอ้ผัวระยำ!

“ฉันไม่อยากเชื่อจริงๆ นะพี่พุดซ้อน ว่าท่านอินทรจะเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ แรกเห็นหลงพี่หัวปักหัวปำ ทำม้าย! เกิดปันใจให้แม่หญิงกาหลงเสียง่ายๆ อย่างนั้น”

เสียงเจื้อยๆ ของอีลำดวนนี่ก็อีกคน น่ารำคาญสิ้นดี ดูหูตามันสิ ฟังน้ำเสียงมันเอาก็พอรู้ อีนี่แค่พูดจาเหมือนหวังดี หากจุดประสงค์ซ่อนเร้นนั้นแสนร้าย

มันอิจฉา จึงหมายมาเยาะนางถึงบนเรือน!

ถ้าเป็นทุกคราว นางคงตบมันให้สักฉาดสองฉาด แล้วลากเอาไปจุ่มน้ำล้างหน้าให้มันสำเหนียกในกะโหลกหนาๆ ว่ามันเป็นใคร และนางเป็นใคร!

แต่ในยามชนักปักหลังแน่น ขืนหุนหันพลันแล่น แล้วมันตีตัวออกห่างไปอีกคน นางจะขาดมือขาดตีน!

น้ำเสียงที่ตอบจึงเรียบๆ ราวกับไม่ถือสา

“ผู้ชายก็เป็นเสียอย่างนี้ล่ะลำดวน ลงว่าได้ยลของใหม่ๆ ถูกตาต้องใจ มือก็ไขว่ ปากก็คว้าทั้งนั้น เห็นจะไม่เว้นแม้แต่พี่อินทรดอก”

“พี่ว่ามาฉันว่าเข้าเค้านะ แต่ให้พูดซื่อๆ ตามประสา ฉันไม่เคยนึกฝันเลยว่า ท่านอินทรจะทำกับพี่ได้ลง… มันต้องมีสาเหตุซิ”

ราวกับมีใครเอาน้ำเย็นจัดมาสาดเข้าจังๆ หน้า พุดซ้อนสะดุ้งเฮือก ร้อนตัวราวกับมีปูนแดงหมกในท้อง กลัวว่าญาติผู้น้องจะรู้เห็นอะไรมากกว่านี้

แต่ดูดาใสๆ เหมือนตาควายของมันแล้ว ค่อยเบาใจได้ว่า อีลำดวนก็คงแค่พูดจาเลื่อนเปื้อน

แล้ววูบหนึ่ง ตามถ้อยคำที่ลำดวนเกริ่นมา ความคิดชั่วก็พุ่งวาบเข้ามโนจิต

นั่นซี! นางจะมัวรั้งรอให้ไอ้ผัวของนางมาแฉทำไม

ไฉนนางไม่หาเหตุให้มันเสียก่อน!!

อย่างไรเสีย คนในหมู่บ้านนี้ก็รู้จักนางมาแต่อ้อนแต่ออก หมื่นหาญหรือก็ยอดชู้รัก ใครต่อใครก็ต้องเข้าข้างและเห็นใจนางมากกว่าเขยที่ตบแต่งมาจากเมืองเหนือ

ต่อให้ทำดีอย่างไร อินทรก็เป็นได้เพียงชนชั้นรองในความรู้สึกของคนที่นี่เท่านั้น!

และยิ่ง ถ้านางสุมไฟเข้าไปทุกวัน ทำไมพระเพลิงนั้นจะไม่โหมไหม้!!

รอยยิ้มชั่วร้ายผุดติดมุมปากเพียงนิดจนแทบมองไม่ถนัด อีลำดวนนี่ล่ะ เครื่องมือชั้นดีที่นางจะใช้ได้ แค่โยนเรื่องให้มันเหมือนโยนเศษกระดูกให้หมา มันก็จะเที่ยวไปป่าวร้องโดยไม่ต้องสั่ง

ว่าแต่… เหตุอันนั้น จะสรรหาเรื่องใดดี

“เอ็งอย่าเอ็ดไปล่ะ ลำดวน” พุดซ้อนลดน้ำเสียงลงต่ำ ทำให้ดูลึกลับและสำคัญเสียเต็มประดา “ข้าพูดกับเอ็งฉันท์พี่น้องดอกนะ อย่าแจ้งความนี้แก่ใครเชียว… ข้าเองก็คิดไม่ผิดเอ็งดอก คนอย่างท่านอินทรน่ะหรือ จะยกย่องหญิงอื่นนอกจากข้า แค่ชายตา ยังไม่เคยมีสักราย แต่พอแม่หญิงกาหลงมาถึงหมู่บ้านของเรา พี่อินทรก็ผิดไปจากเดิม ข้าสงสัยนัก…”

“นั่นปะไร! อีลำดวนว่าแล้วไหมล่ะ” คนร้องตบเข่าฉาด ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเป็นปลาที่เพิ่งฮุบเบ็ด “พี่พุดซ้อนสงสัยอันใดหรือ บอกฉันเถอะ”

“ข้ามิกล้าพูดน่ะซี ลำดวน”

“โธ่ หรือไม่ไว้ใจฉัน”

“มิใช่อย่างนั้น” พุดซ้อนแสดงทีท่าอึกอักตบตาอีกฝ่าย ก่อนจะยอมเอ่ยเอื้อน “ตอนที่ข้าไปกับขบวนเกวียนน่ะ ข้าบังเอิญรู้ความมาจากหมื่นหาญ ว่าแม่หญิงกาหลงน้องสาวท่านนิยมชมชอบในการอ่านตำรับตำรานัก ผิดแผกจากสตรีทั่วไป แม้แต่พระเวทย์คุณไสยในหอพระ นางยังเคยแอบท่านหมื่นเข้าไปอ่าน ความรู้ของนางจึงไม่ใช่น้อยๆ ทีแรกข้านึกชื่นชมในความเก่งกล้าสามารถของนาง แต่เมื่อมาตรองดูให้ดีแล้ว จากสิ่งที่นางร่ำเรียนมา ข้าเกรงว่า…”

ลำดวนที่กำลังไล่เรียงความคิดให้ทันการชี้นำของพุดซ้อนตบอกผางเมื่อนึกได้

“อย่าบอกนะ ว่าแม่หญิงกาหลงเล่นของ!”

พุดซ้อนแทบจะบินเข้าไปตะครุบปากคนตรงหน้าเอาไว้

แม้ในใจลิงโลดยินดี แต่ก็ต้องปกปิดไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้

“อย่าอึงคะนึงไปซี หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ใครได้ยินเข้า เราสองคนจะเดือดร้อน”

“แต่เป็นไปได้หรือพี่พุดซ้อน แม่หญิงกาหลงเองเป็นถึงน้องสาวของหมื่นหาญ นางย่อมรู้ ว่าผิดอาญา!”

“ข้ามิแน่ใจนักดอก จึงมิกล้าเล่าให้ใครฟังอย่างไรเล่า แต่หากเอ็งใคร่รู้จริงเท็จประการใด ก็ลองพิจดูจากท่านอินทรเอาเถิด ว่าเหมือนคนโดนของไหม”

ลำดวนเริ่มนึกภาพตามโดยไม่ทันฉุกใจคิด จึงเห็นจริงดั่งคนใกล้ตัวว่า

หมู่นี้ท่านอินทรหน้าดำคร่ำเคร่งจนหม่นหมองสง่าราศี

คล้ายคนผีเข้า!

คิดแล้ว สาวผิวคร้าม เข้ม แคระแกร็นก็ส่ายหัวเร็วๆ

“ฉันยังไม่อยากเชื่ออยู่นั่นเองล่ะ ท่านอินทรเป็นคนดีมีวิชา เหตุใดจึงถูกของสกปรกทำร้ายได้ง่ายนัก”

พุดซ้อนแทบจะจุ๊ปากด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ อีลำดวน! อีบ้า! แทนที่จะรีบๆ เชื่อกู สำมะหาจะมาเฉลียวใจอะไรเอาตอนนี้!

โง่! โง่แล้วยังเสือกจะอวดฉลาด!

“ผีกละกระมัง” คำตอบที่โพล่งออกไปแทบไม่ได้กลั่นกรองออกมาจากความคิด เพียงแต่จำได้ว่าเคยได้ยินในตลาดที่เมืองปากน้ำโพ พวกพ่อค้าที่มาจากเมืองเชียงใหม่เขาพูดถึงเรื่องนี้กัน “เห็นว่าทางเมืองเหนือนิยมเลี้ยงกันไว้เพื่อส่งเสริมโชคลาภและเสน่ห์ แม้แต่คนขี้ริ้วขี้เหร่ แค่เลี้ยงผีกละเอาไว้ แล้วให้มันเลียหน้า หน้าของคนผู้นั้นก็จะงามลออราวกับแสงจันทร์วันเพ็ญ แต่จะทิ้งขว้างไม่ได้ ต้องส่งสืบไปให้ลูกหลาน ท่านอินทรเองก็เป็นคนเมืองเหนือ บรรพบุรุษจะเลี้ยงไว้สักตัวสองตัวแล้วส่งต่อให้ ใครจะไปรู้ แต่นั่นล่ะ ถ้าเลี้ยงผีกละไว้ ผีกละมันก็ของต่ำ คุณไสยมันก็ของต่ำ จะมีศีลมีธรรมอันใดป้องกันตัวเองได้เล่า!”

“ตายโหง! พี่พุดซ้อนไปเมืองปากน้ำโพครานี้ ไยมีแต่เรื่องน่ากลัวกลับมามากนัก ฉันใจคอไม่ดีแล้วนะพี่”

ความเชื่องมงามส่องประกายผ่านดวงตาของลำดวน

พุดซ้อนพึงพอใจ แต่ก็ยังต้องลดเสียงต่ำลง ทำเป็นกำชับหนักแน่น

“เอ็งรู้อย่างนี้แล้ว อย่าเที่ยวไปเล่าให้ใครฟังเสียล่ะ ลำดวน!”

 

 

 

“ตื่นเถอะ คุณขวัญ…”

เสียงนุ่มทุ้ม อบอุ่น อันแสนคุ้นเคยเพรียกข้างหู ดึงให้ขวัญข้าวที่จมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราค่อยๆ คลานกลับมาจากการหลับใหล เปลือกตาที่กดหนักมาตลอดเพราะความอ่อนล้าทางกายและใจค่อยๆ ลืมตื่น

ภาพคนตัวสูงที่นั่งข้างเตียง ท่ามกลางแสงนวลกระจ่างภายในห้องทำเอาขวัญข้าวแทบผุดลุกขึ้นนั่ง หากมือใหญ่แข็งแรงของเขาเอื้อมวางบนหน้าผากของเธอไว้

ริมฝีปากบาง จิ้มลิ้ม สั่นระริก ยามเอ่ย

“ธรรม์ทัพ”

คนถูกเรียกยิ้มตอบ รอยยิ้มอ่อนๆ กระจ่างคล้ายอรุณรุ่งประภัสสร

“ผมอยู่นี่”

“ฉัน… ฉัน…” ความรู้สึกมากมายที่อัดอั้นในใจ อยากจะกลั่นออกมาเป็นคำพูด หากก็ไม่อาจเอ่ยเอื้อนออกมาเป็นคำบรรยายได้ถูก น้ำคำ จึงผันเป็นน้ำตา

“อย่าร้องไห้ คุณขวัญ คุณต้องฟังผม”

“อะไรเหรอ”

“คุณต้องตื่น”

“ฉันตื่นอยู่นี่… หรือไม่ใช่…”

คนฟังส่ายหน้าเบาๆ แววตาที่มองสบมาอารี

“ตื่นเถอะ คุณขวัญ – อย่าให้ความหลับใหลกลืนกินคุณ!”

พูดจบ ร่างกายของคนตัวสูงก็เลือนราง ขวัญข้าวไม่รีรอ รีบโผเข้าไปจะรั้งเขาเอาไว้ หากฉับพลัน! ทุกอย่างตรงหน้าก็แตกกระจายกลายเป็นละอองเงินละอองทอง หญิงสาวผวาหน้าคว่ำจนตกเตียง

ลุกขึ้นได้ บรรยากาศโดยรอบกลับเปลี่ยนไป เธอไม่ได้อยู่ภายในห้องนอนของมารดา หากยืนอยู่ท่ามกลางสุสาน

หลุมศพทั้งห้าเรียงรายรอบตัว หลุมหนึ่งกลบสนิท มีชื่ออธิก์ ถัดมาคือรติมา เปรียว กุมภ์

และตัวเธอ!

ทุกคนนั่งอยู่ในโลงศพ ห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าดิบ หลับตา หน้าไร้สีเลือด และถูกมัดตราสังแน่นหนา!!

บรรยากาศโดยรอบมืดสนิทราวกับคืนเดือนแรม ไม่มีแสงไฟ ไม่มีแสงดาว สายลมกรีดเสียงร้องหวู่หวิวด้านบน พร้อมๆ กับแว่วเสียงหัวเราะหึหึในลำคอของใครอีกคนที่เธอรู้จักดี

หญิงสาวกำหมัดแน่น แหงนหน้ามองฟ้าอย่างโกรธแค้นและสิ้นหวัง

“ฉันไม่กลัวแกหรอก อินทร! ฉันไม่กลัว!”

เงาสีดำพุ่งมาตรงหน้าจนเธอผงะ เซถอย พลัน! สองขาถูกมือสีขาวซีดที่ผุดขึ้นจากดินจับยึดไว้! เช่นเดียวกับมีมือลึกลับโผล่ออกมาจากความมืด ยึดตรึงแขนสองข้างให้นิ่งค้าง! ขวัญข้าวดิ้นสะบัดจะให้หลุดจากพันธนาการ แต่กลับยิ่งถูกรัดรึง!

ร่างเงานั้นค่อยๆ เข้าที่เข้าทางจนกลายเป็นอินทรในสภาพไหม้เกรียม แสยะยิ้มติดมุมปาก กลิ่นเหม็นสาบสางฟุ้งกระจายไปทั่ว ขวัญข้าวข่มความกลัวทั้งสิ้นของตนเองลง ตะโกนท้าทาย

“อยากจะฆ่าฉันเหรอ เอาเลย! ถ้าแกทำแล้วสบายใจ ทำเลยสิ แล้วก็เชิญจมอยู่ในความบาปของตัวเองต่อไป ไม่ต้องผุด ไม่ต้องเกิด เป็นนิรันดร์! ส่วนฉัน ความตายแค่นี้ ฉันไม่กลัว!”

แววตาวาวโรจน์คล้ายดวงตาสัตว์ร้ายจับจ้องมายังเธอ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะคล้ายดั่งเสียงกัมปนาท

“ดี – ที่มึงไม่กลัว” ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวยังก้าวอาดๆ ตรง แล้วยื่นหน้าจ่อประชิด จนเห็นหนอนตัวอวบขาวคล้ายเส้นบะหมี่อืดๆ ชอนไชออกจากหน้า “กูไม่ต้องการให้มึงกลัว แต่จงรู้สึกเยี่ยงเดียวกับกู โกรธ… เกลียด… แค้น…”

“ฉันไม่มีวันทำในสิ่งที่แกต้องการ”

“งั้นรึ” อินทรแค่นหัวเราะ “มึงจะทนได้จริงรึ หากต้องเห็น คนรอบข้าง ตายต่อหน้าต่อตา ทีละคน สองคน”

ไม่ต้องรอตอบคำถาม จู่ๆ ในเงามืด ก็ปรากฏภาพของป้าต้อยกับแม่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าดิบ ยืนนิ่ง มีผ้ามัดปิดตา และมีบ่วงเชือกคล้องลำคอ

ความอดทนอดกลั้นถึงขีดสุด ขวัญข้าวกรีดร้อง คั่งแค้น

“แกต้องการอะไรจากฉัน!”

“ร่างกาย” น้ำเสียงตอบกลับเย็นเยียบ จริงจัง “กูต้องการร่างของมึง ตัวตนของมึง”

“ฉันไม่ให้!”

“กูจะเอา!”

“ฉันไม่ให้!!”

“ไร้ประโยชน์ อย่างไรเสีย กูจะได้ครอบครองสิ่งที่กูปรารถนา” อินทรหัวเราะเหี้ยม “เปิดใจสิ! ยอมรับเสียทีว่ากูคือมึง และมึงคือกู”

ความประหลาดใจทำให้แววตาที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวของขวัญข้าวคลายแรงปะทุรวดเร็ว

คำของอินทรก้องชัด

 บ้า! นี่มันบ้าไปแล้ว!

เธอกับวิญญาณชั่วนี่… จะเป็นไปได้อย่างไร… ในเมื่อ…

เหตุการณ์ในอดีตที่เห็นผ่านนิมิตชี้ชัด วิชาลึกลับที่อินทรพูดกับนายรอดและหมื่นหาญ

หรือว่า…

“ต่อให้แยกกี่ตัว กี่ตน… เราสองล้วนเป็นหนึ่งเดียว!

 

 

>>>โปรดติดตามตอนต่อไป

Related posts: