www.go2writer.com

ฝนพรางฟ้า (๒๙.วิวาห์ปีศาจ)


 

แสงบุหลันอาบร่างพุพองด้วยบาดแผลไฟไหม้ กล้ามเนื้อบวมปริราวกับผืนดินแห้งแตก ดวงตาที่เหมือนเกือบจะหลุดร่วงจากเบ้ากลอกวน ทุกฝีเท้าที่ก้าวย่ำ เศษเนื้อ เลือด น้ำหนอง เหนอะหนะติดพื้นไม้ตามรอยฝ่าเท้า ยืดเยิ้ม

กาหลงกล้ำกลืนน้ำตา จริงเหมือนที่เขาต่อว่า มันไร้ค่า เสียเวลาที่จะร้องไห้ ไม่ว่าอย่างไร พี่อินทรคนเก่าจะไม่มีวันย้อนหวน

ทั้งหมดคือความผิดพลาด!

เพราะความผิดพลาดของนาง วิญญาณของเขาจึงถูกแบ่งแยก และมีเพียงความแค้นเท่านั้นที่ถูกปลุกฟื้น ในตัวเขาจึงไม่มีความเมตตาปราณี ปราศจากสงสารเอ็นดู

ไร้… หัวใจ…

มีเพียงไฟพยาบาทที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนให้วายวอด!

“ไยเจ้าดูผิดหวังนักเล่า กาหลง” ถ้อยวจีติดรอยเยาะราวกับอ่านความในใจของนางออก อำนาจของวิญญาณชั่วแข็งกล้าเกินยับยั้ง “ไฉนจึงเสียใจที่เห็นข้าคืนกลับ ไม่ใช่เจ้าดอกรึ ที่เคยรักข้าจนสุดหัวใจ!”

คนฟังเจ็บยอกตรงกลางอก น้ำเสียงหมิ่นแคลนนั้น หลุดจากปากใคร ก็ไม่เจ็บร้ายเท่าหลุดจากปากคนๆ นี้

“เคยค่ะ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา”

“โกหก!” อินทรตะคอก “เจ้ามิได้รักข้า ไม่รักผู้ใด ไม่รักแม้แต่ตัวเอง! สิ่งที่เจ้าทำ มีแต่ความเห็นแก่ได้ เรียกร้อง จนเรื่องทุกอย่างบานปลาย คนใกล้ชิดของเจ้าต้องตาย… แม้แต่ผู้ชายที่เจ้าปรารถนาก็ไม่เว้น! นี่น่ะหรือ ที่เจ้ากล้าเรียกว่ารัก!”

กาหลงตัวชา ท้องไส้ร้อนวาบเหมือนมีใครกรอกน้ำเดือดจัดเข้าใส่ พี่อินทรพูดถูกแล้ว ทุกถ้อยคำมิอาจโต้แย้ง เป็นนางเองที่ผิด เป็นนางที่ทำให้ไฟลุกลาม ตั้งแต่คราวที่อยู่ในถ้ำ ตั้งแต่เรื่องของนายผล จวบกระทั่งถึงตอนนี้ ที่พี่อินทรต้องกลายเป็นผีร้าย ก็ยังเป็นเพราะนางอีก

ผิดเสมอ… ผิดมาตลอด…

ผิด… ตั้งแต่เกิดมามีตัวตนบนโลกนี้ด้วยซ้ำ!

ฉะนั้น แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว จะขอทำในสิ่งที่ถูกบ้าง… แค่ครั้งเดียว ต่อให้หัวใจต้องแหลกลาญ ต่อให้ต้องตกนรกหมกไหม้ชั่วกัลปาวสาน ต่อให้ต้องทรมานและเดียวดาย

วิญญาณร้ายจะต้องสูญสิ้น!

 

ดวงตากลมโตเคยสดใสกลับมัวหมองราวกับมีเถ้าเขม่าควันคลุม ช้อนมองผู้ที่อยู่เบื้องหน้า สูดลมหายใจ รำลึกถึงวิชาที่ติดตัวมาตั้งแต่ปางบรรพ์

“ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะน้อง… น้องจะขอเป็นผู้ยุติมัน”

นัยยะแห่งถ้อยคำ มีหรืออินทรจะไม่รู้

และเพราะรู้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นจึงเบิกกว้าง ตื่นตระหนก

“เจ้าจะทำอันใด!”

“ในความฝัน พวกเราจะอยู่ในนั้น เคียดแค้นและชิงชังต่อกัน ตราบจนสิ้นพุทธันดร”

“กาหลง!”

ดรุณีร่างบางไม่รีรอ พุ่งปลายดัชนีรวดเร็วหมายจรดลงตรงหน้าผากเขา ทว่าในวินาทีเดียวกัน มือหยาบกร้านและหนาใหญ่ ก็พุ่งแทงสวนกลับมาพร้อมกับเสียงคำรามก้อง

สายลมพัดหวิว ดอกลั่นทมปลิว ปลิดขั้ว หล่นกระทบพื้นหญ้า

แนบสนิท…

 

ลาโรยโปรยร่วงแล้ว               ลั่นทม

บุษบาเคยชิดชม                     ชื่นใกล้

อวลอายกลิ่นขืนขม                 ตลบเฟื่อง ฟุ้งนา

อีกกี่ชาติภพให้                        จารไว้ ในรอยจำ…

 

คนตัวเล็กน้ำตาร่วงเผาะ… เผาะ… ยามก้มดูฝ่ามือของชายอันเป็นที่รักแทงเข้าอกซ้ายของตน

หัวใจ… ถูกควักทะลุหลัง!

ก้อนเนื้ออ่อนนุ่มกระตุกเต้นสองสามที ก่อนจะหยุดบีบตัว

มือเล็กบางลูบดวงหน้าเหวอะหวะของเขา ฝืนยิ้ม

“พี่อินทรของน้อง… พี่อินทรผู้น่าสงสาร…”

เป็นครั้งแรกที่วิญญาณร้ายผวาหวาด หันขวับกลับไปทางด้านหลังเพราะรับรู้ถึงคลื่นอากาศเคลื่อนไหวบางเบา และจริงดังคาด กาหลงแบ่งเสี้ยววิญญาณ… เพื่อรอคอย…

เสี้ยววิญญาณแห่งความสำนึกบาป!

ปลายนิ้วชี้ของนางกดลงตรงหน้าผากของเขา แม้สีหน้าจะนิ่งราวกับแผ่นกระจกใส แต่ร้าวลึกเหลือประมาณ

ฉับพลัน! แสงที่ราวกับดูดสีแดงทั้งโลกมาไว้รวมกันสว่างวาบจากจุดสัมผัส แผ่ประกายทั่วทั้งคุ้งน้ำ สว่างไสวจนถึงฟากฟ้า กลบสิ้นรัศมีแขแลดารา วิญญาณอาฆาตแผดคำราม คับแค้น

“กูจะติดตามพวกมึง! ทุกภพ ทุกชาติ! กูจะขอจองเวร!!”

แล้วประภัสสรก็ถูกดูดซับลงสู่แหวนหัวทับทิมซึ่งคล้องนิ้วดรุณี โอภาสกระจ่างค่อยๆ ลบเลือน วิญญาณร้ายสลายสูญ ฟากฟ้ามลังเมลืองมอดดับ

ก้อนหัวใจของกาหลงร่วงหล่นลงในสายน้ำกรากเชี่ยว ขณะที่เจ้าตัวมองดูเสี้ยววิญญาณของตนซึ่งยังยืนรอส่ง

“ฝากด้วยนะ… กาหลง…”

“ไปเถิด… กาหลง…”

ดรุณีร่างบางแหงนหน้าอย่างคนหมดแรง ลมหายใจสุดท้ายหลุดลอย ร่วงผล็อยสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอันกว้างใหญ่ไพศาล ตามหัวใจที่จมหายก่อนหน้า

 

ล่วงแล้วล่วงไป

ล่วงไกลในสังสาร

ไม่ช้าและไม่นาน

จะพบพานในธารกรรม ๏

 

แหวนแทนตัวเลื่อนหลุดจากก้อยนิ้ว

ดำดิ่ง…

ลึกลง… ลึกลง… ไป…

สู่ภพใหม่ในห้วงวัฏฏา…

 

 

 

ธรรม์ทัพพ่นลมหายใจยาว เบา เรื่องราวที่เพิ่งจะได้รับรู้ทำให้พูดไม่ออก น้ำหนักกดแน่นที่ทับถมมาตั้งแต่วัยเยาว์กลับกลายเป็นพยุหะใหญ่ ปั่นป่วน

ถ้าอย่างนั้น สตรีที่อยู่เบื้องหน้าเขาก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสี้ยววิญญาณแห่งความสำนึกบาปที่ถูกแบ่งภาคออกมาจากแม่หญิงกาหลง

“เพราะงั้น คุณเลยเลือกผม… เหรอ”

คำตอบ คือการช้อนตาขึ้นมอง แพขนตาหนาชุ่มน้ำ

“แล้วที่โรงพยาบาล ตอนเขาเรียกชื่อกาหลง ก็ไม่ได้หมายถึงผม แต่เป็นคุณ”

ดรุณีร่างเล็ก บาง พยักหน้าเบาแทนคำพูด น้ำตาหลั่งมาเหมือนตาน้ำ ตอกย้ำ กล่าวโทษตัวเองไม่สิ้นสุด

ธรรม์ทัพได้แต่นิ่ง แลคนตรงหน้า สะท้อนใจต่อโศกนาฏกรรมที่ยังไม่รู้จุดจบ เหตุการณ์อันน่าสลดเหล่านี้มิใช่เหตุการณ์แรกที่เคยเกิดขึ้นบนโลก และจะไม่ใช่เหตุการณ์สุดด้วย

ตราบใดที่คนยังมีหัวใจ

ตราบนั้น โลกจึงยังจะมีเรื่องเศร้าอีกมากมายคอยบีบคั้น

ทว่า ถึงอย่างนั้น การมีหัวใจก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ เพราะเมื่อเรารู้จักความวิโยคแล้ว เราจึงเรียนรู้ ว่าสิ่งใดคือรสชาติแห่งความสุข

ผู้หญิงคนนี้เคยทำผิดก็จริง แต่ทำลงไปเพียงเพราะรักผู้ชายคนหนึ่ง เธอเพียงแค่ อยากจะรักใครสักคน และอยากจะถูกรักบ้าง แม้สักนิดก็ยังดี… เท่านั้นเอง ความผิดแบบนี้ ใครเลยจะไม่เคยประพฤติ

ความบาปนี้ จะอภัยให้ไม่ได้เชียวหรือ

จะต้องลงโทษตัวเอง กรีดหัวใจตัวเองถึงเมื่อไหร่

แต่นั่นแหละ คุกที่คุมขังหัวใจเอาไว้ มันไม่ได้ล็อกจากข้างนอก แต่ล็อกจากข้างในต่างหาก

คนที่อยู่ในนั้น จึงต้องไขกุญแจออกมา

ด้วยตัวของเขา

ด้วยกำลังของเขา

 

ธรรม์ทัพนั่งลงข้างๆ นาง ด้วยท่าที่สบายที่สุด กาหลงเองดูจะประหลาดใจเสียเต็มแก่ยามคนตัวสูงจับมือเรียวบางเอาไว้มั่น กระตุกดึงนิดๆ

“นั่งก่อนเถอะ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณอีกซักพัก คงไม่เป็นไร”

คนถูกเชิญชวนกะพริบตาปริบๆ

“ไยต้องทำเยี่ยงนี้”

“เพราะคุณเป็นคนสำคัญ” ธรรม์ทัพตอบ ดวงหน้าซีดเซียวเนื่องด้วยฤทธิ์บาดแผลยังคงยิ้มแย้ม กระจ่าง เหมือนดวงตะวันยามอรุโณทัย “คนทุกคนล้วนเป็นคนสำคัญสำหรับผม ถ้าเป็นไปได้ ผมเลยไม่อยากเกลียดใครแม้แต่คนเดียว”

“แม้แต่ เขาน่ะหรือ”

คนถูกถามพยักหน้า เจรจาตามความรู้สึกนึกคิด

“ต่อให้เป็นวิญญาณที่มีความอาฆาตมาดร้ายแค่ไหน ผมก็เชื่อ ว่าเขายังมีหัวใจเสมอ เพราะถ้าไม่มี เขาคงไม่เจ็บ และคงไม่รัก”

คำ เพียงไม่กี่คำ ทำคนฟังชะงักงัน ก่อนจะยอมนั่งพับเพียบข้างๆ เขา

ราตรีที่ปกคลุมนับภพนับชาติ บัดนี้เริ่มมีประกายสว่างผุดขึ้นมาบ้าง เหมือนกับดวงดาวทอแสงในคืนเดือนดับ

ไม่มืดมิด เดียวดายอีกต่อไป

               

กาหลงจ้องคนตัวสูงนิ่ง… นาน… ด้วยครุ่นคิด ก่อนจะเนรมิตอำไพทองวิจิตร ตระการ ให้ลอยเด่นตรงเบื้องหน้า ภายในบรรจุเครื่องประดับงดงาม

เครื่องประดับที่เคยทำให้นางใจเต้นแรงและยินดี

ดอกไม้ไหว…

“เจ้าตามหาสิ่งนี้อยู่มิใช่หรือ” หัตถะเรียวหยิบส่งให้คนตัวสูง “ทำลายมันเสีย จบเรื่องราวทุกอย่าง”

“แต่คุณ จะหายไป” ชายหนุ่มลังเลที่จะรับ

“ข้าไม่มีตัวตน… ไม่เคยมี…”

“แต่…”

กาหลงวางมันลงในมือเขา รูปกาย เลือนรางเหมือนเงาสะท้อนพร่ามัวบนผิวน้ำ กำชับหนักแน่นเป็นคำสุดท้าย

“อย่าลังเล… จงยับยั้งข้า จากไฟ!”

 

 

 

บนยอดตึกสูงของโรงพยาบาล สายหวีดหวิวระคนเสียงกรีดร้องจากฝูงชนเบื้องล่าง กรีดผ่านม่านอากาศและสายฝนซึ่งหล่นเม็ดหนัก เปรียวนั่งตัวลีบ ซุกซ่อนในซอกมุมอับ ตัวสั่นงันงก หนาวจนฟันกระทบฟัน

ที่เยือกเย็นจับใจนั้นหาใช่พระพิรุณซัดสาด หากเป็นภาพที่เห็น

ขวัญข้าวจับรติมาแขวนคอ!

สีหน้าของเพื่อนโหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนา แววตามืดมนจนน่ากลัว ทั้งเนื้อตัวเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยรังสีทมิฬทะมึน

ยกมืออุดปากแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ กลัวส่งเสียงให้อีกฝ่ายรู้ ทว่า บัดนั้น ดวงหน้านิ่งเรียบกลับผินผันมาทางเธอเชื่องช้า พร้อมรอยยิ้มแสยะกว้าง

หญิงสาวสะดุ้งโหยง รู้แน่ด้วยสัญชาตญาณ หากมัวรีรอ อีกฝ่ายจะต้องมาประชิดตัวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงผลุนผลันลุก วิ่งหนีไปยังประตูทางเข้าดาดฟ้า จังหวะเดียวกัน ขวัญข้าวก็วิ่งไว แข็งแรง ราวกับนักกรีฑา ช่วงชิงเป้าหมาย

บิดลูกบิดประตูเปิดได้แล้ว แต่ขวัญข้าวยันโครมจนบานทวารกระแทกปัง! มือเล็กเหวี่ยง ฟาดหน้าเปรียวจนล้มคว่ำ เลือดซึมมุมปาก

สาวผิวแทนกระถดถอยห่าง กุมหน้า ตาค้าง ผวาแทบสิ้นสติ

“ขวัญ! แกใจเย็นๆ ก่อนนะ ฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น อย่าทำฉันเลย”

“ไม่รู้รึ” คนฟังแค่นหัวเราะ “หรือเพิ่งรู้ จึงเพิ่งกลัว!

“ปล่อยฉันเถอะขวัญ ฉันผิดไปแล้ว ฉันขอโทษ”

เปรียวพนมมือไหว้ วิงวอนขอชีวิต หากอีกฝ่ายกลับเตะสองมือที่พนมนั้นเต็มแรงจนคนถูกทำร้ายร้องโอ๊ย ก่อนจะยันอกสาวงามคมเต็มตีน ร่างระหงนอนแผ่กับพื้น

ย่างสามขุมเข้าหา คร่อมร่าง และตรึงแขนสองข้างของสาวผิวแทนมั่น มวลที่กดทับหนักยิ่งกว่าเหล็กกล้าจนเปรียวไม่อาจขยับ

“ฉันขอโทษ ขอโทษ… ฉันจะ… ไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว นะ… ได้โปรด…”

“หือ” ขวัญข้าวเอียงคอ ราวกับฉงนงงงุน “แล้วที่เคยทำล่ะ จะชดใช้ยังไง”

คนถูกถามไม่อาจสรรหาคำตอบ หากต้องชดใช้ย่อมหมายถึงชีวิต แต่หากไม่ยอม ก็ยังต้องเอาแลกกับความตาย!

ผู้ล่าเห็นทีท่านั้นจึงหัวเราะหึในลำคอ โน้มกายต่ำ แนบชิดกายอีกฝ่ายที่ดิ้นขลุกขลัก ปลายลิ้นตวัดไล้บนเนินอกสีน้ำผึ้ง อวบอูม เรื่อยระถึงซอกคอ ติ่งหู และวนเวียนแถวริมฝีปาก เสียงร้องไห้ครางเร้าโสต

“มึงชอบนักชอบหนามิใช่หรือ! กูจะทำให้มึงจำ แม้ตาย ก็ต้องจำ!”

สิ้นคำ ขวัญข้าวโก่งตัวยก ขยักขย้อนพ่นของโสโครกออกจากปาก คาวเลือดคาวหนองสีดำขุ่นขลักเหมือนโคลนตมพุ่งกระจายเข้าเต็มหน้าเพื่อน!

ของเหลวเหล่านั้นไหลพลั่กๆ เข้าจมูกเปรียว หญิงสาวหายใจไม่ออกจนต้องหอบหายใจทางปาก แต่พออ้าปากมันก็ไหลล่วงถึงคอ เรี่ยวแรงของความกลัวตายทำให้เจ้าหล่อนดิ้นสะบัด กระทุ้งเข่ากระแทกขวัญข้าว กระหน่ำถีบ จนผู้คุกคามกระเด็นห่าง เปรียวรีบตั้งหลัก ลุกยืนโผเผ เนื้อตัวเปรอะเปื้อน กลิ่นเหม็นอุบาทว์ หากที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่า

ผิวหนังของเธอเริ่มมีตุ่มฝีปูดบวม!

“นี่อะไร! นี่มันอะไร!!”

“ผิวพรรณของมึง ช่างงามเสียจริงหนอ”

ขวัญข้าวหัวเราะร่วน หัวเราะแต่ปาก ทั้งที่ตายังค้างแข็ง เปรียวร้องกรี๊ด วิ่งหนีเข้าประตูดาดฟ้า

ราวกับว่า… จะหนีชะตากรรมที่ไล่ล่าได้พ้น!

 

 

 

แม้จะเป็นเวลาบ่าย แต่ภายในห้องรับแขกกลับสลัวรำไร ต่อให้เปิดไฟแล้ว ก็ยังอึมครึมสำหรับกุมภ์อยู่ดี เป็นเพราะฝนล่ะมั้ง… ฝนที่ตกต่อเนื่องทั้งอาทิตย์ และจะยังตกต่อไปอีกทั้งสัปดาห์

แต่นั่นจะใช่เหตุผลจริงหรือ

มิใช่ความหวาดกลัวที่เขย่าหัวใจให้กระตุกทุกครั้งยามนึกถึงผีร้ายบนแผงอกของตนหรอกเหรอ ที่ทำให้เขายอมเหยียบย่างมาบ้านหลังนี้

บ้านผีสิง ครอบครัวผีสิง

ถ้าเป็นไปได้ เขาไม่มีวันข้องเกี่ยวด้วยเด็ดขาด!!

“ผมพยายามตัดใจแล้วนะครับ แต่ว่ายังไงซะ ผมก็ยังรักขวัญเขามาก”

ถ้อยคำที่พ้นปากพินอบพิเทา สุภาพ ราวกับขี้เถ้ากลบถ่านแดงร้อน เอาวะ ยอมทนปากหวานไม่ตรงกับใจสักหน่อย เพราะยังต้องพึ่งพา ถ้าที่พร้อมเพ็ญเคยกล่าวไว้เป็นเรื่องจริง ทันทีที่แต่งงานกับขวัญข้าว อาถรรพ์จะเสื่อมสลาย

วิญญาณร้ายที่เกาะติดเขาแน่นก็คงคลายหลุด!

ทว่า ผู้อาวุโสกว่ากลับหลงเชื่อจริงจังว่าเขาจริงใจ

นี่แหละคน

คือคน ที่ยังตัดสินคนจากภายนอก!

“น้าดีใจที่กุมภ์คิดได้อย่างนี้ ลูกสาวน้าเองก็คงรู้สึกเหมือนกัน ที่กุมภ์ยังให้โอกาส”

“ไม่ใช่โอกาสของเขาหรอกครับ ของผมต่างหาก ขอบคุณนะครับ ที่คุณน้ายังยอมรับในตัวผม ไม่ถือโทษโกรธเคืองกับเรื่องคราวก่อน”

“น้าจะกล้าโกรธได้ยังไง คนผิดคือฝ่ายน้าที่ไม่ยอมบอกความจริงแต่แรก”

กุมภ์ยิ้มนิดๆ ค้อมศีรษะ เสแสร้งถ่อมตนได้สมบทบาท ก่อนเอ่ยถามเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ทั้งที่เป็นจุดประสงค์หลักทำให้ถ่อมาถึงนี่

“ว่าแต่ ที่ร่างทรงคนนั้นบอกคุณน้า เชื่อได้แน่เหรอครับ”

“ได้สิ” พร้อมเพ็ญตอบ “น้ารู้ว่ามันอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ร่างทรงคนนี้เขารู้ลึก รู้จริง ว่าแต่กุมภ์ถามทำไมล่ะ หรือยังสงสัย”

“เปล่าครับ ถ้าคุณน้ายืนยันแบบนั้นผมจะได้สบายใจ ขวัญเขาจะได้มีความสุขจริงๆ เสียที” คำตอบเปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใยและหวังดีเสียเต็มประดา “ว่าแต่ กะทันหันแบบนี้ ขวัญเขาจะยอมแต่งเหรอครับ”

ขาดคำ เสียงใสก็เอ่ยดังจากทางประตูห้อง

“ทำไมจะไม่ยอมล่ะคะ พี่กุมภ์”

 

ป้าต้อยวางแก้วน้ำเบื้องหน้าขวัญข้าว หวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน ยังไม่เคยประสบความรู้สึกเช่นนี้ ตอนที่ขวัญข้าวตอบคำถามคู่หมั้นหนุ่มของเธอ รอยยิ้มกับดวงตาแข็งทื่อทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ตั้งแต่เมื่อวาน หลังยอมออกจากห้อง

ผู้เป็นนาย ไม่เหมือนคนเดิมอีกเลย!

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ได้ยินเสียง”

พร้อมเพ็ญถาม สายตาตำหนิชัดแจ้ง คงเพราะไม่พอใจในกิริยาของบุตรีที่นั่งชิดกับคู่หมั้นหนุ่มชนิดแทบจะเกยตัก

ทว่า ผู้อ่อนวัยกว่ากลับผุดยิ้มติดมุมปาก

คนเป็นแม่ต่างหากที่ต้องกลัว!

“สักพักแล้วค่ะ”

ป้าต้อยเห็นเหตุการณ์เหล่านี้แล้วก็รีบลุกหนี ไม่กล้าสบตานายสาว หลบแอบหลังประตู เพราะหากเจ้าของบ้านมีสิ่งใดจะเรียกใช้ จะได้ขานรับทันท่วงที ภายในห้องจึงเหลือเพียงคนแค่สาม

พร้อมเพ็ญมองหน้าลูกสาว กระแอมเบา

 “พี่เขามาคุยเรื่องงานแต่ง แม่เองก็เห็นด้วย เพราะอยากให้ขวัญได้อยู่กินกับคนดีๆ”

“คนดีๆ” ขวัญข้าวเลิกคิ้วยามจ้องคนข้างตัว วางมือลงบนต้นขาของเขา บีบเบา “นั่นสิ พี่กุมภ์ออกจะเป็นคนดี”

ทว่า คนดี กลับร้อนๆ หนาวๆ พิกล คู่หมั้นสาวคุกคามวิญญาณของเขาได้อย่างน่าประหลาด!

“ขวัญเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมมองพี่แบบนั้น หรือว่าไม่อยากแต่ง”

“แต่งสิคะ”

คำตอบ ผิดคาดสำหรับคนทั้งสอง

“แต่ว่า ต้องจัดงานให้เร็วที่สุด”

กุมภ์ขมวดคิ้วนิดๆ ด้วยแปลกใจ ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มกว้าง ไม่นึกว่าขวัญข้าวจะยอมรับคำขอแต่งงานจากเขาโดยปราศจากการขัดขืน

ดีแล้ว เขาจะได้พ้นเรื่องซวยๆ พวกนี้เสียที!

“งั้นพี่จะรีบบอกคุณพ่อ หาฤกษ์…”

“ภายในอาทิตย์นี้ค่ะ” หญิงสาวแทรกกลางคัน “ขวัญจะแต่งก็ต่อเมื่อเราจัดงานภายในอาทิตย์นี้เท่านั้น!”

 

 

 

กุมภ์เลี้ยวรถเข้าจอดภายในลานกว้างชั้นใต้ดินของคอนโดมิเนียมที่เขาเป็นเจ้าของ ไม่น่าเชื่อ แค่ขวัญข้าวตกปากรับคำ รอยหน้าผีร้ายซึ่งปรากฏกลางอกของเขาจะหายไปไม่ทิ้งรอย

หรือสิ่งที่คุณน้าพูดจะถูกต้อง ดวงของเขาข่มดวงของขวัญข้าวได้

อาถรรพ์ทั้งหมดจะหายไป เมื่อแต่งงานกัน!

กุมภ์พ่นลมหายใจแรง ดับเครื่อง ลงรถ เดินดุ่มไปยังทางเข้าตึก หากยังไม่ทันจะพ้นช่วงเสา ก็เสียววาบ ขนคอลุกชัน เสียงฝีเท้าลากพื้นไล่หลังมาติดๆ

หันขวับกลับมอง แทบจะตะโกนร้องด้วยตกใจ

ผู้หญิงสภาพเน่าเฟะด้วยฝีหนองทั้งตัว ผอมแห้ง จนเห็นกระดูกและเส้นเอ็นปูดโปนเหมือนผีตายซาก กึ่งเดิน กึ่งยงโย่ยงหยก เอื้อมมือมาหา เสียงเพรียกแหบพร่านั้นพอทำให้จำได้ว่าเป็นใคร

“เปรียว!”

แทนที่จะก้าวเข้าไปรับตามสามัญสำนึก กุมภ์กลับผงะถอยห่างด้วยกลิ่นเหม็นเน่าเหลือทน ดวงตาของเปรียวเป็นสีเหลืองทุเรศ นี่น่ะหรือ ผู้หญิงที่เขาเคยนอนรัดฟัดเหวี่ยงแทบทุกคืน กอดจูบลูบคลำ และร่วมเสพสังวาสด้วย

แค่นึกถึง อ้วกก็แทบพุ่ง!

“เป็นอะไรน่ะ ทำไม…” กุมภ์มองดูอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า

ความรู้สึกของคนถูกมองเหมือนโดนย่ำยี

เปรียวเข้าใจในวินาทีนี้เอง ความรู้สึกของรติมายามที่ถูกเธอดูแคลนเป็นอย่างไร ทั้งผู้หญิงอีกมากมายที่เคยถูกเธอมองเหยียดหลังจากแย่งคนรักมาได้

รสขมขื่นมันเป็นเช่นนี้เอง

น้ำตาซึม ขยับปากยากเย็นด้วยเจ็บแปลบไปทั่วทุกส่วน กว่าจะพูดแต่ละคำ ใจแทบขาด

“ขวัญค่ะ ขวัญทำให้เปรียวเป็นแบบนี้”

คิ้วหนาๆ ขมวดมุ่น รอยคำอีกฝ่ายเหมือนคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ยิ่งหญิงสาวก้าวใกล้ เขายิ่งขยับถอย พยายามเต็มที่ที่จะไม่เอามือขึ้นบีบจมูก

“เพ้อเจ้อน่า ขวัญเขาจะทำได้ยังไง เจ็บป่วยธรรมดา ไปหาหมอเสียสิ จะได้หายๆ” พอพูดถึงโรคภัยไข้เจ็บ กุมภ์ก็เสียวแวบ ท้องโล่งหวิวเหมือนร่วงหล่นจากที่สูง “เปรียว! ตรวจเลือดบ้างรึเปล่า ไม่ใช่… เอดส์”

คนฟังตาค้าง ไม่คาดคิดว่าจะถูกระแวงได้ถึงเพียงนี้ ความหมายของกุมภ์ สะท้อนออกมาได้เพียงมุมเดียวว่า เขาเห็นเธอเป็นผู้หญิงที่นอนกับผู้ชายไปทั่ว!

เป็นแค่ผู้หญิงที่มีไว้ปรนเปรอเพศรสแก่ใครก็ได้ที่ต้องการ

ไม่ต้องรักจริง

ไม่ต้องคำนึงถึงใจ

แค่สอดใส่ และให้เงิน ก็พอ!

หากเป็นปกติ เธอคงทะเลาะกับกุมภ์ไปแล้ว แต่ในยามที่เจ็บระบม กำลังใจจะถกเถียงก็หมดสิ้น

นึกถึงใครคนนั้น… ผู้ชายที่ช่วยเหลือเธอจากห้วงฝันร้าย

คนที่ ต่อให้อีกฝ่ายเลวร้ายปานใด เขาก็พร้อมจะนั่งข้างๆ คอยเป็นเพื่อนไม่ทอดทิ้ง

ทำไมถึงไม่เจอคนแบบนั้นบ้าง

“เปรียวไม่ได้เป็นเอดส์ค่ะ” เมื่อหลุดปากออกไปแล้ว กุมภ์ดูเหมือนจะโล่งใจ แต่คนพูดกลับช้ำแสบ “พี่กุมภ์คิดว่า นี่เป็นโรคธรรมดาเหรอคะ เราไม่เจอกันแค่ไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ คนปกติจะป่วยหนักจนมีสภาพเหมือนศพได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ”

“ถมเถ เดี๋ยวนี้มีโรคแปลกๆ ตั้งเยอะ เปรียวอาจจะเป็นหนึ่งในล้านที่ต้องเคราะห์ร้ายก็ได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโทษว่ามันเป็นความผิดของขวัญหมดทุกอย่างหรอกนะ”

“แต่ขวัญเขา…”

“พี่เห็นใจ ไว้จะติดต่อหมอที่เก่งที่สุดให้ช่วยรักษา แต่ยังไงซะ วันนี้เปรียวกลับไปก่อนเถอะ พี่อยากอยู่คนเดียว”

หญิงสาวน้ำตาอาบแก้ม ทรุดนั่ง ยกมือปิดหน้าร้องไห้โฮ กุมภ์หน้าเสีย เขายังคงขยะแขยงจนไม่กล้าจับ

อย่าว่าแต่จับเลย แม้แต่ให้เข้าใกล้ยังไม่อยาก!

“พี่กุมภ์ไม่เข้าใจ ขวัญเขาไม่ใช่คน! เขาถูกผีเข้า เขาฆ่ารติมา จะฆ่าเปรียว แล้วเขาจะฆ่าพี่ ทำไมถึงไม่ฟังกันบ้าง!”

“ทำไมต้องพูดขนาดนั้น!” กุมภ์เริ่มโมโห เอ็ดเต็มเสียง “ถ้าพี่รู้ว่าเปรียวจะเป็นผู้หญิงขี้หึงขี้หวงอย่างนี้ พี่จะไม่ยอมคบให้เสียเวลา”

“มันไม่ใช่เรื่องนั้น!”

“พี่กำลังจะแต่งงานนะ กับขวัญ เพราะงั้น ขอร้องล่ะ อย่ามาทำลายงานมงคลของพวกเรา”

ทันทีที่จบคำ คนฟังก็ตาเบิกโพลงด้วยตกใจ ลืมความเจ็บปวดทั้งหมด วิ่งถลาเข้าหาชายหนุ่ม คนตัวสูงใหญ่พยายามปัดป้องไม่ยอมให้จับโดยง่าย

“ไม่ได้นะ! แต่งไม่ได้!”

กุมภ์หน้าเหยเก เบ้ปาก ผลักฝ่ายหญิงเต็มแรงจนเจ้าหล่อนล้มก้นกระแทก น้ำหนองจากฝีที่แตกติดเต็มมือ ขยะแขยงจนขยักขย้อน จะเช็ดกับเสื้อกับกางเกงก็กลัวความสกปรกจะติด จึงได้แต่เก้ๆ กังๆ ตวาดด่า

“มึงไปไกลๆ เลยนะอีเปรียว!”

คนถูกไล่จะไปไหนได้ ทั้งเจ็บทั้งแสบ ทั้งเสียใจ ร้องไห้น้ำตาท่วม

กุมภ์สุดจะทน กึ่งเดินกึ่งวิ่งหนี อยากจะล้างมือเอาความสกปรกโสโครกออกให้เร็วที่สุด นี่ถ้ามันป่วยเพราะเชื้อโรค เขาไม่ต้องติดจากมันเหรอ

อีห่าราก!

ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิตของเปรียวก็ดังไล่มาจากทางด้านหลัง กุมภ์หันขวับ แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง

ที่ลานจอดรถนั้นว่างเปล่า!

ไม่มีใครแม้สักคน นอกจากรองเท้าข้างเดียวของเปรียวที่พลิกตะแคง!!

 

 

>>>โปรดติดตามตอนต่อไป