www.go2writer.com

ฝนพรางฟ้า (บทที่ ๓๐ ใคร)


อากาศชื้น เย็น แสงสีส้มจากไฟดาวน์ไลท์สาดกระทบชายหนุ่มตัวใหญ่ ที่อยู่ในชุดสูทสีขาวสะอาดพอดีตัว เหมาะเจาะกับโจงกระเบนสีทองแดงเข้ม

ชุดแต่งงานที่จะต้องใส่ปลายสัปดาห์นี้!

แม้ใกล้จะถึงงานมงคล หากภายในใจของกุมภ์กลับปั่นป่วนประหลาด เฉพาะยิ่ง เมื่อคิดถึงชู้รักที่หายตัวลึกลับต่อหน้าต่อตา

คำพูดสุดท้ายของเปรียว… บอกว่าขวัญข้าวเป็นคนทำ!

ถ้า… มันจริง…

คิดแล้วอยากทึ้งหัวตัวเองแรงๆ แต่สิ่งที่แสดงออก คือการเอนหลัง จมลงในโซฟาอย่างคนหมดกำลัง

กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวมาใกล้ จึงเบือนมอง พอเห็นว่าเป็นใคร ก็ต้องเบิกตาจ้อง รีบผุดลุกด้วยความตกตะลึง

คู่หมั้นของเขา… ขวัญข้าว…

แปลกตาจากที่เคยเห็นราวคนละคน!

ผู้หญิงตัวเล็ก บอบบาง สวมชุดไทยจักรีสีงาช้าง ห่มสไบขัดบ่าข้างเดียว ทิ้งชายยาวระพื้น ผ้านุ่งจับจีบหน้านางปล่อยชายพก รัดเข็มขัดทอง คล้องกำไลมือและสร้อยสังวาล สร้อยคอ ต่างหู ล้วนระยับวับวาว

หญิงสาวเยื้องย่าง ท่าทางแลคล้ายนางสิงห์ เปี่ยมล้นด้วยอำนาจ สายตาแน่วแน่ประหนึ่งนางอาศิรพิษ[๑] ขณะเดียวกันก็ยวนเย้าในที

หัวใจหนุ่มสั่นแรง กุมภ์กลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกหลากล้น ทั้งหลงใหลรูปโฉมโนมพรรณสะพรั่ง ทั้งอยากลองดีต่อสายตาที่เหมือนจะหมิ่นแคลนคนทั้งโลกของเธอ

อยากเสี่ยง อยากค้นหา ให้ทะลุปรุโปร่งทุกสัดส่วน!

ไฟสิเน่หาพลุ่งพล่าน เผาภายในจนแทบไหม้!!

ขวัญข้าวอยู่ต่อหน้าเขา ใกล้ชิดจนได้กลิ่นน้ำปรุงแบบไทยๆ อ่อนจาง ริมฝีปากเคลือบสีกุหลาบแย้ม เหยียดยก มือเรียวไล้โครงหน้าคมสัน

“วันนี้พี่กุมภ์หล่อมากนะคะ”

ชายหนุ่มเหมือนต้องมนต์ ผ่าวร้อนหน้าและลำคอ รีบกระแอมตอบ

“ขวัญของพี่ก็สวย” ไม่พูดเปล่า แต่สายตายังโลมเลียต่างหัตถะ ทุกซอกหลืบ “พี่ไม่เคยเห็นเราแต่งแบบนี้มาก่อน ไม่คิดว่าจะเหมือน…”

วาจาชะงัก งัน ด้วยนึกหาคำเปรียบเปรยไม่ถูก จนอีกฝ่ายชิงกล่าวยิ้มๆ

“เหมือนคนโบราณ”

“ใช่” กุมภ์ร้องตอบ “เหมือนหลุดออกมาจากวรรณคดี”

“เรื่องไหนล่ะคะ โสนน้อยเรือนงาม นางสิบสอง พระรถเมรี พระอภัยมณี อิเหนา” หญิงสาวถาม “แต่พี่กุมภ์น่าจะชอบเรื่องขุนช้างขุนแผนล่ะมั้ง ขุนแผน… แสนสะท้าน”

คำถามไร้คำตอบรับ ฝ่ายหญิงจึงโอบแขนคล้องคอเขา โน้มหน้าใกล้ จมูกแทบชนจมูก บรรดาพนักงานร้านที่ลอบดู ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ผิดกับกุมภ์ที่ตัวเย็นชืด

น้ำเสียงของขวัญข้าว ไม่ต่างอะไรกับคมมีดกรีดเนื้อ

ดวงนัยน์กลมโต ดำขลับ จดจ้องราวกับจะคว้านไปถึงหัวใจ

หรือขวัญข้าวจะรู้เรื่องของเขากับเปรียวแล้ว!

เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึม ถ้อยคำตะกุกตะกัก

“พี่…”

ไม่ทันจะเอ่ยจนจบถ้อยกระทงความ หญิงสาวก็หัวเราะเบาด้วยจริตจะก้านมารยา แขนข้างหนึ่งคลายวงรัด แตะซับเหงื่อบนหน้าผากของเขาออก ก่อนจะเลื่อนลงมาบีบริมฝีปากเขา ยั่วล้อ

“ทำไมทำหน้าเครียดนักล่ะคะ แค่พูดเล่นนิดเดียว”

“พี่เพิ่งรู้ว่าเราเป็นคนมีอารมณ์ขัน”

“แล้วไม่ชอบเหรอคะ” คนตัวเล็กเลิกคิ้วถาม “หรือเริ่มรู้สึก ว่าไม่น่าแต่งงานกันเลย”

“ไม่จริงน่า” กุมภ์รีบค้าน เพราะเข้าใจว่าเป็นความกระเง้ากระงอดของผู้หญิง

และ… ละเลยนัยยะแฝงเร้นไปอย่างน่าเสียดาย

“จะคิดอย่างนั้นได้ยังไง พี่รักขวัญนะ”

“รัก” มีเสียงหัวเราะเล็กๆ หลุดมาจากคอ “รักก็รักค่ะ ขวัญก็จะรักพี่ให้เต็มที่เหมือนกัน!”

ดวงตาส่อแววทีเล่นทีจริงเมื่อครู่ แปรเป็นทีจริงเพียงอย่างเดียว กุมภ์รีบเสหัวเราะ กลบเกลื่อนความรู้สึก

“อำพี่เล่นอีกแล้วสิ”

รอยยิ้มเย็นเยียบ มือเรียวบางเลื่อนลงคลึงเคล้นลำคอล่ำหนาของชายหนุ่ม ค่อยๆ กดแน่น… แน่น… บีบให้ตาย! ก่อนจะชะงักกึกเมื่อยินเสียงคุ้นเคยที่ก้องมาจากทางด้านหลัง

“คุณจะทำอะไรเขา!”

 

ธรรม์ทัพในสภาพเปียกม่อล่อกม่อแล่กยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคนทั้งสอง แม้จะไม่มีท่าทีคุกคามข่มขู่ หากภายในตัวมีราศีน่าเกรงขาม จนลูกชายนายพลอย่างกุมภ์คร้ามครั่น

ไม่สิ! ไม่ใช่หรอก คนอย่างเขาน่ะหรือจะกลัวใคร

ก็แค่ตกใจที่จู่ๆ เห็นมันโผล่มาขัดจังหวะ!

อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่ขวัญข้าวก็ยังเงียบ… ผิดปกติ… เหมือนทั้งคู่ มีอะไรบางอย่างระหว่างกันที่เขาไม่อาจรับรู้

คิดขึ้นมาแค่นี้ก็ชักหงุดหงิด อารมณ์เหมือนเด็กถูกแย่งของเล่น หายตัวไปแล้วแท้ๆ ทำไมไม่หายไปให้ตลอดวะ นี่ถ้าอีขวัญเปลี่ยนใจ ล้มเลิกงานแต่ง กูไม่ต้องถูกผีหลอกตลอดชีวิตเรอะ!

ขวางจริงนะมึง ไอ้ธรรม์ทัพ!!

“คุณกลับมาได้ยังไง”

“ไม่สำคัญหรอกครับ แต่ผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วย”

คนตัวเล็กที่ตะลึงลาน ตั้งใจจะรอดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อน พอได้ยินคำพูดนั้น ก็ยิ้มเหยียด

“อยากคุยกับฉันมาก จนต้องมาหาถึงที่นี่เชียวเหรอ อุกอาจไปหน่อยมั้ง”

หากคำตอบกลับ รวดเร็วโดยแทบไม่ต้องคิด

“ไม่ใช่คุณ! เขา!”

คนตัวเล็กหน้าตึง มือเล็กกำหมัดแน่น ริมฝีปากบางเม้มเป็นเส้นตรง จดจ้องอีกฝ่ายราวกับจะบดขยี้ให้เป็นผุยผง!!

 

 

“คุณคงไม่ได้จะขอให้ผมยกเลิกงานแต่งงานหรอกใช่ไหม”

กุมภ์เอ่ยถามเมื่อเหลือกันสองคน ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวนุ่มตัวเดิม กอดอก

“ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะคุยเรื่องนั้น” ธรรม์ทัพตอบตามจริง “แต่ถึงพูดไปคุณก็คงไม่ฟัง เลยไม่คิดจะพูด”

“ก็ดี” คนถูกยอกย้อนยักไหล่เบา ผิดคาด “งั้นบอกมาได้แล้ว ว่าถ่อมาถึงนี่ มีธุระอะไร”

“เรื่องคุณเปรียว”

“หือ” คิ้วหนาขมวดเบา ระแวง

“ก่อนหน้านี้คุณได้พบกับเธอรึเปล่า”

คนถูกถามนิ่งนาน ด้วยพยายามตีความเจตนาของอีกฝ่าย

“ไม่” หลุบตาหลบ “ไม่เจอเป็นอาทิตย์แล้ว”

“แน่นะครับ”

“จะซักไซ้เอาโล่เหรอ บอกว่าไม่เจอก็คือไม่เจอ”

ธรรม์ทัพผ่อนลมหายใจยาว แม้จะพยายามบอกตัวเองว่า ต้องพยายามเข้าใจถึงความสับสน กระวนกระวาย และหวาดกลัวของอีกฝ่ายให้มากกว่านี้ แต่ก็มีบางชั่วขณะจิตที่ขุ่นเคือง

คนที่กำลังจะพาตัวเองไปสู่ความตาย ดวงตาช่างมืดมนเกินกว่าแสงสว่างใดๆ จะส่องถึง

“งั้นไม่เป็นไร ผมไม่รบกวนพวกคุณล่ะ”

“เดี๋ยว!” พอเห็นว่าอีกฝ่ายจะกลับจริงๆ กุมภ์กลับเรียก รั้ง “จู่ๆ ถามถึงเปรียว มีอะไรรึเปล่า”

คนตัวสูงลำบากใจที่จะตอบ กุมภ์เป็นคนหัวแข็ง รอบตัวของเขาเหมือนมีปราการบางอย่างมาขวางกั้นความคิดของเขาไว้จนยากจะแทรกแซง

บางครั้งมันก็เป็นข้อดี

แต่บางที มันก็ส่งผลร้าย

ต่อให้พูดไป ใช่จะยอมรับฟัง

แต่ว่า ถ้าไม่พูดเลย เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้รู้ความจริงและระวังตัว

เอาเถอะ อย่าเพิ่งเอาความคิดของตัวเองไปยัดใส่คนอื่น ว่าเขาจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ บางทีกุมภ์ อาจจะไม่เป็นอย่างที่เขาคิดก็ได้

 

“คุณเปรียว” คำพูด มีร่องรอยแห่งการตรึกตรอง “เธอเป็นความตายลำดับที่สาม”

“ห๊ะ!”

“คุณขวัญคงเคยบอกคุณแล้ว เรื่องความตายทั้งห้า คุณเปรียวคือลำดับที่สาม”

คนฟังคอแห้งเสมือนถูกขัดด้วยกระดาษทราย

“ไร้สาระ! เรื่องแบบนี้มีจริงเสียที่ไหน ไม่ใช่หนัง Final Destination ซะหน่อย ความตายต้องมีลำดับ… บ้ารึเปล่า!”

“ความตายไม่มีลำดับหรอกครับ” คนตัวสูงอธิบาย “แต่ความทรงจำของจิตและเหตุการณ์ มีลำดับเสมอ ดวงจิตอาฆาต จดจำการตายของพวกคุณในอดีตชาติเอาไว้ จนสร้างเป็นรูปแบบขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภพนี้ และภพต่อๆ ไป”

กุมภ์ส่ายหน้า อยากจะบอกว่า เหลวไหล แต่กลับพูดไม่ออก ได้แต่นั่งฟังคำอธิบายด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ

“อธิก์กับคุณรติมาคือลำดับที่หนึ่งและสอง คุณเปรียวคือคนที่สาม ส่วนคุณคือคนที่สี่ ถ้าคุณเปรียวตาย คุณจะเป็นรายต่อไป”

มือหนาใหญ่ สั่น จนต้องรีบกำหมัดแน่นเพื่อไม่ให้ไอ้หนุ่มรุ่นละอ่อนทันเห็น

“แล้วรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง” คนถาม หรี่ตา “ไม่ใช่ว่าเที่ยวสร้างเรื่อง หลอกลวง เพื่อหากินกับความไม่รู้ของคนอื่นนะ”

ด้วยท่าทีของกุมภ์ ธรรม์ทัพต้องใช้ทั้งทมะและขันติ[๒]อย่างแรงกล้า บังคับใจให้สงบ

“คุณจะเชื่อไหม ผมคงบังคับไม่ได้ เอาเป็นว่า ผมหมดเรื่องจะพูดแล้ว ขอตัว”

“โดนจับได้ไล่ทันแล้วรีบหนีว่างั้น!” กุมภ์เย้ย “สมมุติผมเชื่อก็ได้ ว่าผมถูกวิญญาณตามอาฆาต และเป็นความตายลำดับที่สี่ แต่มันจะยังไงล่ะ อีกไม่กี่วัน ผมกับขวัญจะแต่งงาน อาถรรพ์บ้าบอคอแตกที่คุณพูดถึงจะหายไป ผมจะไม่ตาย”

คำว่าแต่งงาน ทำให้คนตัวสูงชะงักกึก มองอีกฝ่ายราวกับไม่เคยเห็นหน้าค่าตาชัดๆ มาก่อน

“ได้ยินคุณพูดแบบนี้ ผมถึงเข้าใจ ทำไมลุงบอกว่าคุณกับคุณขวัญไม่ควรแต่งงานกัน”

รอยยิ้มที่แต้มเต็มหน้ากุมภ์เหือดทันควัน!

“คุณเคยรักใครจริงๆ บ้างไหมครับ คุณกุมภ์ หรือตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณแค่พยายามตอบโต้โลกใบนี้ที่ไม่เคยรักคุณเลย ด้วยการดูถูกและเหยียดหยามความจริงใจของคนอื่น ทั้งผู้หญิงหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งการแต่งงานที่หวังเพียงผลประโยชน์ ตัวตนของคุณ มีแค่นี้เองเหรอครับ”

คนถูกต่อว่าปากเกร็ง อยากจะด่ากลับ แต่ทว่า ความจริง… คำพูดพวกนั้นล้วนเป็นความจริง ธรรม์ทัพเพียงแค่ลากมันออกมาตีแผ่ให้เขาเห็นทั้งหมดในใจตนซึ่งๆ หน้า

ทั้งโมโห และอับอาย!

สบตาคนที่พูดฉอดๆ แน่วนิ่ง ทว่า ชายหนุ่มกลับมีเพียงแววระยับแห่งความปราณีในดวงตาสีนิล ประหนึ่งพระเนตรบนรูปปั้นพุทธะ

“อดีตของคุณ โยนมันทิ้งไปเถอะครับ คุณไม่ได้มีชีวิตเพื่อเมื่อวาน แต่มีชีวิตเพื่อวันนี้ ตราบใดที่คุณยังจดจำมันด้วยความรู้สึกที่บิดเบี้ยว คุณก็จะยังทำผิดพลาดซ้ำๆ และจะยังมองไม่เห็นว่า สิ่งที่คุณกำลังกอด ไม่ได้สวยงามอย่างที่คุณคิดว่ามันเป็นเลยแม้แต่นิดเดียว!”

 

 

ธรรม์ทัพเดินก้มหน้าไปตามทางเดินอาคาร ไม่สนใจสายตาของใครที่มองมาและพากันซุบซิบ สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง เปียกชื้นและหนาวสั่น เรือนผมหนาปกหน้าผาก

หากวินาทีนั้น ผ้าขนหนูผืนหนึ่งก็ลอยหวือ โปะเข้าเต็มหน้า!

ชายหนุ่มยั้งฝีเท้ากึก คว้าไว้โดยอัตโนมัติ และพอเห็นว่าเป็นฝีมือใครทำ ก็คลี่มันขึ้นเช็ดหัว

คนตัวเล็กในชุดไทยก้าวตรงมาทางเขา กอดอก

“เคยบอกแล้วใช่ไหม อย่ายุ่งเรื่องนี้” น้ำเสียง เต็มล้นไปด้วยความเกลียดชังจนแทบจะไม่มีมิติของความรู้สึกอื่น “ไม่ว่ายังไง ทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนแปลง ชะตากรรมของพวกมันจะคงเดิม”

คนตัวสูงเหลือบมอง กอดอกตาม ทั้งที่ผ้ายังปกศีรษะ จนคนถูก เลียนแบบ จ้องกลับ ตาโต

“ชะตากรรมนี้ใครเป็นคนกำหนดล่ะ คุณเหรอ”

“พวกมันทุกคนจะต้องชดใช้”

“ใช่ ทุกคนทำอะไรไว้ ก็ต้องชดใช้กันทั้งนั้น” ธรรม์ทัพบอก “แต่ทำไมคุณไม่คิดบ้าง ว่าสิ่งที่คุณทำ มันเกินกว่าเหตุ”

“พวกมันทำร้ายกูก่อน!” คนตัวเล็กกำหมัดแน่น เค้นเสียงลอดไรฟัน

“ทำร้าย” ชายหนุ่มเปลี่ยนจากกอดอกเป็นเท้าสะเอวสักพัก ก่อนจะดึงผ้าขนหนูออกจากศีรษะ มองดูมันครู่ ก่อนจะพูดตามคิด “คุณขวัญ ผมรู้ว่าคุณอยู่ในนั้นและกำลังฟังผมพูด”

“หุบปาก!”

“คุณไม่ใช่คนที่คุณคิดว่าตัวเองเป็นหรอกนะ คุณก็คือคุณ”

“บอกให้หยุด!!”

“ผมเคยบอกใช่ไหม ว่าผมจะช่วย และเคยช่วยคุณมาได้แล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมก็จะทำแบบเดียวกันอีก ผมจะไม่ยอมแพ้ คุณก็ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด!”

คนตัวเล็กกำหมัดแน่น ชายสไบไหวเหมือนมีลมพัด ทั้งที่สภาพแวดล้อมปิดมิดชิด ไฟภายในอาคารกะพริบถี่ รุนแรง

ทว่า ธรรม์ทัพไม่เพียงแต่ไม่ใส่ใจ ยังโยนผ้าขนหนูในมือใส่หน้าหญิงสาว จนอีกฝ่ายตาค้าง คาดไม่ถึง!

ไฟที่จวนเจียนจะดับมะรอมมะร่อกลับติดสว่างตามเดิม และสายลมอ่อนโชยก็สูญหายราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

คนตัวสูงยิ้มเจ้าเล่ห์

“เสียใจแล้วใช่ไหมล่ะ ที่หัวใจของคุณขวัญ ไม่ได้มืดมนอย่างที่คิด ความแค้นน่ะ อยู่ในที่ที่มีความรักไม่ได้นานนักหรอกนะ!”

ธรรม์ทัพหลิ่วตาคล้ายจะล้อเลียนอีกฝ่ายทิ้งท้าย ก่อนจะก้าวไปตามทาง ไม่คิดจะสนใจคนข้างหลังที่เอี้ยวมองตามเขาจนลับตา

 

 

ป้าต้อยสะดุ้งเฮือกตอนได้ยินเสียงประตูบ้านกระแทกปิดปัง พอวิ่งไปดู ก็เห็นหลังไวๆ ของคนเป็นนาย หายขึ้นบนบันไดชั้นสองของเรือน กิริยาอาการแบบนี้ ตั้งแต่คอยดูแลกันมา ไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง เพิ่งจะมีก็คราวนี้แหละ

หรือเพราะ… เรื่องที่ถูกบังคับให้แต่งงาน

ถึงจะอกสั่นขวัญแขวนไปบ้าง แต่เพราะดูแลกันมาแต่เล็กแต่น้อย ย่อมผูกพัน จะไม่รัก ไม่เอ็นดู เห็นแก่สินจ้างเพียงอย่างเดียว สำหรับคนอย่างป้าต้อยแล้วเห็นจะเป็นไปไม่ได้

ไหนๆ คุณพร้อมเพ็ญก็ไม่อยู่ คงอีกสักพักใหญ่ๆ ถึงจะกลับ ถ้าอย่างนั้น ขึ้นไปดูแลสักหน่อย เผื่อมีอะไรหนักหนาจะได้ช่วยแบ่งเบา

คิดอย่างนั้น ก็รีบกุลีกุจอยกถาดน้ำขึ้นไปหา

“คุณขวัญ ป้าเข้าไปได้ไหมคะ”

คนถามคอยคำตอบหน้าประตูห้องนอนของพร้อมเพ็ญ ที่บัดนี้ผู้เป็นบุตรียึดครอง

หากแล้วก็ต้องขนลุกซู่กับน้ำเสียงของอีกฝ่าย

รอยเสียงกร้าว แหบต่ำ เหมือนเสียงของผู้ชายไม่มีผิด!

“เข้ามา”

คนถูกเรียกใจเต้นระรัวเหมือนเพิ่งวิ่งเร็วๆ มาหมาดๆ ใจหนึ่งบอกให้หันหลังกลับ หนีไปเสีย แต่อีกใจนั้นเป็นห่วง

ผลักประตู แทรกตัวผ่าน ผัสสะแรกกระทบฆานประสาท กลิ่นเย็นๆ ของน้ำอบน้ำปรุงปะปนกับกลิ่นเหม็นตุๆ ฉุนกึก จนแทบอยากจะเบือนหน้าหนี ผ้าม่านหนาทึบปิดสนิท ไม่เปิดไฟสักดวง จึงค่อนข้างมืดสลัว

ขวัญข้าวนั่งตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หันหลังให้ กิริยาท่าทาง งาม… แต่ไม่เหมือนคนในยุคนี้

ละม้าย หลุดมาจากสมัยอื่น!

สบตากันในกระจกเงา ป้าต้อยถึงกับผงะ เพราะแววตาของขวัญข้าวเป็นประกาย ละม้ายสะเก็ดไฟปะทุ!

ผู้สูงวัยกว่าปั่นป่วนมวนท้องจนอยากจะอาเจียน จึงรีบวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะกลางห้อง ทำใจดีสู้เสือ

“เห็นคุณขวัญเหนื่อยๆ ป้าเลยเอาน้ำเย็นขึ้นมาให้ วันนี้ไปลองชุดแต่งงานมา เป็นยังไงบ้างคะ”

การชวนคุย ก็เหมือนทุกที ซึ่งถ้าคนเป็นนายอารมณ์ดีก็จะตอบด้วยน้ำเสียงหนุงหนิง เหมือนเด็กสาวๆ ช่างเจรจา แต่ถ้าวันไหนไม่อยากคุย ก็จะตอบกลับมาสั้นๆ สุภาพ ถนอมน้ำใจ

ทว่า วันนี้ มีเพียงสายตาแข็งกระด้าง ดุดัน!

คนถามจึงทั้ง เกรง และ กร่อย ได้แต่เกร็งยิ้มเอาไว้ แล้วรีบเปลี่ยนหัวข้อ เพราะเข้าใจไปว่า ละลาบละล้วงแตะต้องในเรื่องที่ไม่ควรมากกว่าจะคิดเป็นอื่น

“คุณทราบรึยังคะ ว่าคุณนารีเธอติดต่อมา เห็นว่าจะขอแก้โฉนดที่ดินที่ไทรน้อย จะเอาไปขายให้คนอื่นแทน”

คู่สนทนาไม่คิดแม้แต่จะเอี้ยวกลับมามอง ได้แต่ตอบห้วน สั้น

“เอาสิ”

“แต่นั่น เป็นที่ของคุณพ่อนะคะ” กลับเป็นป้าต้อยเสียอีก ที่นึกฉงนสนเท่ห์

“แค่ของนอกกาย ตาย ก็ไม่มีใครเอาไปได้ซักคน!”

คนฟังสะอึกในถ้อยคำที่ได้ยิน ได้แต่ก้มหน้า หัวเราะแห้งๆ และกล่าวคล้อยตาม ทั้งที่ในใจนึกค้าน

ไม่ได้ขัดแย้งกับสิ่งที่อีกฝ่ายสื่อสารมาหรอก แต่ที่ไม่เชื่อ คือตัวตนของคนตรงหน้ามากกว่า

ตัวตนของขวัญข้าวที่เคยรู้จัก ไม่ใช่อย่างนี้

ยิ่งพิศเพ่งผ่านกระจก คำตอบยิ่งชัดเจน!

“คุณพูดถูกของคุณ แต่ว่า…” แววตาที่เคยหลุบหลบ บ่ายเบี่ยง บัดนี้กลับจ้องแน่ว สบประสานอีกฝ่ายไม่ละวาง “คุณเป็นใครกันแน่!”

 

ประโยคสั้นๆ ทำเอาคนถูกถามสะดุ้ง คำถามน่าโมโหที่ทำให้นึกถึงพาทีของธรรม์ทัพเมื่อตอนกลางวัน ไม่ว่าอย่างไร ในวิญญาณดวงนี้ ก็ยังหลงเหลือเศษเสี้ยวแห่งความรัก ซึ่งจะคอยประพรมไฟพยาบาทให้มอดดับ

หากปล่อยไว้เนิ่นช้า อำนาจทั้งหมด อาจจะกลับคืนสู่นางผู้เป็นเจ้าของอันแท้จริง

ต้องรีบ ทำลายจิตวิญญาณดวงนั้น ให้ดำดิ่งสู่ความวิโยคและคับแค้น

ทำลายสิ้นทุกแสงสว่าง

ให้เหลือเพียงความมืดมน อนธกาล

และเพื่อการนั้น จำต้องมีเครื่องสังเวย!

ชำเลืองมองคนตรงหน้า ริมฝีปากบางแสยะยิ้ม เยือกเย็น

“ฉันก็เป็นฉันน่ะสิ จะเป็นใครได้อีก”

“ไม่ใช่! คุณขวัญไม่มีวันขายสมบัติของตระกูลทิ้ง!”

แม้จะกลัวจนน้ำตาคลอเบ้า เสียงสั่น แต่แม่บ้านเก่าแก่ก็ยังคงเผชิญหน้า ไม่หลบหนี

นี่สินะ ทาส แท้

คู่ควรแก่การเป็นเครื่องพลี!

คนตัวเล็กระบายลมหายใจยาว ค่อยๆ ลุก แช่มช้า ผู้อาวุโสกว่าเผลอก้าวถอยตามสัญชาตญาณ ฉับพลัน! ขวัญข้าวก็ชี้นิ้วใส่หน้า ตะคอกลั่น แต่เป็นเสียงผู้ชายที่หลุดออกมาจากปาก!

“อย่าเสือกเรื่องเจ้านาย! อีแย้ม!”

เพียงเท่านั้น ความกล้าทั้งหมดที่มีมาพลันมลาย สายลมแรงกล้าพัดกรู จนผ้าชิ้นเล็กๆ กับเศษกระดาษบินว่อน พื้นที่เหยียบยืนสั่นกึกๆ ราวกับเกิดแผ่นดินไหว ขวัญข้าวย่างสามขุม ศีรษะของเธอพองออก… พองออก… เหมือนลูกโป่งที่ถูกเป่าให้ขยาย ตาเหลือกทะลักล้นเบ้า ตาดำกลอกวน หมุนติ้วเหมือนฟันเฟืองทำงาน

ป้าต้อยร้องกรี๊ดแทบสิ้นสติ พุ่งออกจากห้องโดยไม่ต้องคิด แต่กลับต้องช็อกหนักเมื่อผนังบ้านเต็มไปด้วยรอยหน้าของขวัญข้าวปูดโปนเต็มไปหมด

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ผีหลอก!!”

ป้าต้อยตะโกนลั่น วิ่งถลาหนีลงบันได ด้วยความลนลาน ขาทั้งสองข้างจึงขัดกันเอง ร่วงท้วมกลิ้งหลุนๆ เหมือนลูกขนุนกลิ้งตกดอย หล่นลงไปกองกับพื้น เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ!

คอของป้าต้อยหัก หัวพับหงายมาทางด้านหลัง เหมือนท่อนไม้ถูกหักทบ!!

คนตัวเล็กหยุดยืนตรงเชิงบันได ชื่นชมร่างไร้ลมหายใจด้วยแววตาว่างเปล่า

 

 

ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำเอาพร้อมเพ็ญตาค้าง มือไม้แข้งขาอ่อนปวกเปียก กระเป๋าถือราคาแพงร่วงตุ้บ เสียงแม้จะไม่ดังมาก แต่ทำให้ลูกสาวที่ยืนบนบันไดรู้สึกตัว

อยากจะร้องกรี๊ด ก็ร้องไม่ออก ภาพเก่าๆ ในวันที่ขวัญข้าวยังเป็นเด็กผุดเข้ามาในห้วงสำนึก ผีร้ายจากความฝันของเด็กหญิงแห่กันออกมาเต็มบ้าน เหมือนยกมาทั้งขุมนรก!

ตาสบตา… แต่เท้า ก้าวถอย

พร้อมเพ็ญวิ่งหนีไม่คิดชีวิต! ทว่า เพียงไม่ไกล มือสีขาวของบุตรีก็ยืดยาว เหมือนต้นตาล พุ่งไล่ ขยุ้มหลังคอเสื้อ แล้วกระชาก เหวี่ยงคนเป็นแม่อัดกระแทกผนัง

ทว่า แทนที่ผู้สูงวัยกว่าจะทรุดกองกับพื้น จู่ๆ ผนังปูนซึ่งควรจะแข็งกระด้าง กลับกลายเป็นเหมือนดินน้ำมันอ่อนนุ่ม กลืนกินพร้อมเพ็ญเข้าไปทีละนิด… ทีละนิด… อย่างเชื่องช้า จมหายจากส่วนแขน ขา ลำตัว ศีรษะ ปาก เหลือแค่ครึ่งหน้าในส่วนของตาและจมูกที่โผล่พ้น

เสียงฝีเท้าเหยียบขั้นบันไดลั่นเอี๊ยด… เอี๊ยด… เบียดโสตประสาทของพร้อมเพ็ญจนแทบคลั่ง ดิ้นรนเท่าไหร่ก็ไม่อาจหลุด ได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ น้ำตาคลอหน่วย

ขวัญข้าวหยุดยืนตรงหน้า ทอดทัศนาราวกับกำลังเพลิดเพลินจิตรกรรมในพิพิธภัณฑ์ศิลป์ ยิ่งได้เห็นอีกฝ่ายเจ็บปวดและทรมาน ดวงใจยิ่งเฉยชา

“แม่รักขวัญไหมคะ”

น้ำตาหยดแรกร่วง ก่อนจะพรูมาราวกับสายฝน

“ถ้าแม่รักขวัญ ช่วยขวัญอีกสักเรื่องสิคะ ช่วยให้ขวัญเดินไปจนสุดทางสายนี้!”

หญิงสาวก้าวเข้าไปหาผู้เป็นมารดา จรดริมฝีปาก จุมพิตบนเปลือกตาที่ได้แต่กะพริบปริบๆ คล้ายจะกล่อมให้ฝันหวาน

“ขวัญจะเป็นเด็กดีของแม่ค่ะ ขวัญสัญญา!”

 

 

>>>โปรดติดตามตอนต่อไป


[๑] ผู้มีพิษที่เขี้ยว / งู

[๒] ฆราวาสธรรม ๔ ประกอบด้วย สัจจะ (ความซื่อสัตย์) ทมะ (การข่มจิต การบังคับตน)  ขันติ (ความอดทน) จาคะ (การเสียสละ)