www.go2writer.com

ฝนพรางฟ้า (๓๒.ความจริง)


 

รัตติกาล…

มวลเมฆดำทะมึนตั้งเค้าจากหรดีทิศา อ้าโอบเหนือจดใต้ แผ่ขยายอาณา สายลมแรงกล้าหอบพัดกลิ่นพายุฝนโชยมาแต่ไกล ในบางครั้งคราว ใต้ท้องวาริธรก็บังเกิดสายฟ้าขาวแล่นวาด ประปราดเป็นเส้นสาย ลวดลายดั่งรากไม้หยักรอย

วิญญาณร้ายลากขากุมภ์มาตามพื้นดินกระด้าง แข็ง เศษหินและก้อนกรวดบาดหน้าตาเนื้อตัวของชายหนุ่มจนถลอก เจ็บแสบ

แม้จะพยายามดิ้นรนต่อสู้ สะบัดถีบอย่างไรก็ไร้ผล ด้วยไม่อาจต้านทานกำลังมหาศาลของสิ่งลี้ลับ

ครั้นถึงใจกลางลานดินโล่งกว้าง ผีร้ายก็เหวี่ยงเขาลอยกลางอากาศ คนตัวใหญ่หล่นแอ่ก หน้าคว่ำทับวัตถุนุ่มลื่นและเปียกชื้น กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียน ละม้ายกลิ่นซากเนื้อเขียวอื๋อที่มีแมลงวันวางไข่

และพอลืมตา กุมก์แทบสิ้นสติ เพราะข้างใต้ลำตัวของเขาคือเปรียว!

รูปโฉมโนมพรรณอันน่าเย้ายวน บัดนี้กลับเน่าเฟะด้วยตุ่มหนองที่บานเต็มตัว หนังทั่วร่างถูกถลกตั้งแต่หัวยันปลายเท้า เห็นกล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นเอ็นชัดเจน

แม้ยังไม่สิ้นลมหายใจ แต่แทบไม่ต่างอะไรกับอสุภะ!

กุมภ์ตาลีตาเหลือกตะกายหนี อ้วกพุ่ง อาหาร น้ำย่อย น้ำดีทะลักปาก ขณะที่ชู้รักของเขาเอาแต่เรียก… ครวญครางด้วยความเจ็บปวด

“พ… พี่… กุมภ์…”

มืออันน่ารังเกียจชวนขยะแขยง เอื้อมมาทางเขา ชายหนุ่มปัดไว หน้าบิดหน้าเบี้ยว

“อย่ามายุ่งกับกู!”

เปรียวคราง แหบพร่า เจ็บปวดจนไม่มีเสียงจะร้อง ร่ำไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล สั่นระริกไปทั้งตัว ทั้งปัสสาวะ อุจจาระ พรูหลั่ง เรี่ยราด

แหวกว่ายในอาจมและสิ่งปฏิกูล!

ฝีเท้าหนักๆ ย่ำย่าง เชื่องช้า ทว่าดุดัน และเมื่อฝ่าเท้ากระทบพื้น ก็มีสะเก็ดไฟสีส้มๆ ปะทุ ดวงตาของอินทรลุกวาวราวกับเพลิงพิโรธ ริมฝีปากเปื่อยฉีกแสยะ

“รักกันมากนักมิใช่รึ กูสงเคราะห์ให้พวกมึงได้รักกันถึงเพียงนี้ ทำไมไม่รักกันเข้าไป!!”

เสียงคำรามบันลือก้อง กุมภ์สะดุ้ง ตัวสั่นงันงก ยกมือไหว้ท่วมหัว

“อย่า! กลัวแล้ว! กลัวแล้ว!”

“กลัวรึ” ผีชั่วเยาะในรอยหางเสียง “แล้วในยามที่มึงก่อกรรมทำเข็ญ ไยมิคิดกลัว”

คนตัวโตแทบจะก้มลงไปกราบ ไม่อาลัยอาวรณ์ในศักดิ์ศรี

“ผมจะบวช จะบวชให้คุณ แต่อย่าทำอะไรผม ปล่อยผมไปเถอะ”

“มึงบวชแล้วกูได้อะไร”

“ได้บุญ… ผมจะ อุทิศบุญให้คุณทุกวัน… คุณจะได้ไปเกิด ไม่ต้องทรมานแบบนี้”

“ฉลาดต่อรอง” อินทรหรี่ตามองคนตรงหน้า “แต่กูไม่เอา! พวกมึงยัดถ่านร้อนใส่มือกู แล้วพวกมึงก็ลืมมันง่ายดาย ไม่ต้องแบกรับความเจ็บแค้นไว้เผาใจ มีเพียงกู! แค่กูที่ต้องทนทรมานนับร้อยๆ ปี! เยี่ยงนี้แล้ว มันไม่อยุติธรรมไปหน่อยรึ”

พยุหะโหมหนักขึ้นอีก พัดเศษใบไม้ใบหญ้าปลิวว่อน ทั้งผงคลี ฝุ่น ตรลบฟุ้ง

“กูจะไม่ยอมกำถ่านเพลิงก้อนนี้แต่ผู้เดียว”

พลัน อินทรเหยียดแขนออกด้านข้าง เกิดเป็นกลุ่มควันสีดำพ่นฟู่จากหมัดที่กำแน่น ลอยละเลื้อยยืดยาว ก่อนจะกระจายหายสูญ เหลือเพียงหลาวไม้ไผ่ปลายแหลม

“นรกแห่งนี้ขอต้อนรับ!”

ท่อนแขนล่ำสันซัดหลาวเต็มแรง ท่อนไม้ไผ่พุ่งผ่านอากาศรวดเร็ว รุนแรง ตรงใส่กุมภ์

ทว่า คนตัวโตรีบผวาเข้าไปทางชู้รัก กระชากร่างของเจ้าหล่อนขึ้น  แล้วผลัก บังหน้า

ไม้แหลมยาววาเสียบ สวบ! ทะลุอกของหญิงสาว

ค้างนิ่ง!

 

เปรียวผินหน้า มองด้านหลังเชื่องช้า ในหัวมีคำถามมากมายที่อยากจะถามเขา ผู้ชายคนที่เธอลักเล่นเป็นชู้ ทำไมถึงทำร้ายกันเพียงนี้ ทำไมต้องผลักไสให้เธอถูกทำร้ายแทน ทำไมต้องเหยียดหยามน้ำใจกันนักหนา

ทำไม ทำไม ทำไม

แต่แค่ได้เห็นว่า ปลายไม้แหลมคมที่เสียบทะลุร่างกายของตนเอง ไม่กล้ำกรายเขาแม้เพียงก้อย คำถามเหล่านั้น ก็เลือนลบจบสิ้น รอยยิ้มบางเบาเผลอแย้มคลี่

น้ำอุ่นๆ จากดวงตาไหล

ไหล… เป็นหยาดเลือดสีแดงฉาน

นี่ล่ะมั้ง ความรู้สึกจริงๆ ของเธอ เป็นครั้งแรก ที่เธอรักคนอื่นโดยไม่สนแม้แต่ลมหายใจของตัวเอง

 

ดาราบถ จะเลื่อนเล่น เร้นลี้

ดวงใจนี้ จะขอ บูชาให้

แต่บุรุษ ผู้รักยิ่ง จริงจากใจ

โดยหทัย ซึ่งร้างไร้ จากใจจริง ๏

 

ฝืนกำลังเฮือกสุดท้ายของชีวิต ยกมือสกปรก แตะต้องแก้มของผู้ชายตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ดวงหน้าคมสันซึ่งเธอเคยเคลียคลอนิ่งงัน แม้จะไม่ตอบรับ แต่อย่างน้อย ตอนนี้ เขาไม่ขยับถอยด้วยรังเกียจเธออีกแล้ว

ริมฝีปากที่เคยเป็นสีสด งดงาม จึงขยับกล่าว วาจา ที่สำคัญที่สุดในชีวิต

ยิ่งกว่าชีวิต!

“ห… หนี…”

 

ครั้นได้สติ กุมภ์ก็รีบลุกไว วิ่งขาขวิด ลับไปในความมืดมิดที่โอบล้อมทางด้านหลัง อินทรย่ำเท้าตึงตังไล่ตาม หากพอเข้าใกล้เปรียว มือบางก็ฉวยคว้าขาเขาเอาไว้มั่น

ผีร้ายก้มมองสังขารอันน่าทุเรศของเจ้าหล่อน ด้วยคาดว่าหญิงสาวจะขัดขวาง

ทว่า ผิดคาด เพราะยามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น แม้ไม่มีเสียง แต่สัมผัสได้

กระแสสำนึก บอกกล่าว

…อโหสิกรรมให้ข้าเถิด

คำพูด ที่ไม่อยากรับรู้ ต่อให้พูดอีกกี่ร้อยกี่พันครั้ง ก็ไร้ค่า!

อินทรกำหลาวไม้ไผ่ เหยียบร่างเปรียวไว้ใต้ฝ่าเท้า ออกแรงกระชากพร้อมกับกดยัน

ซากของเจ้าหล่อนนอนนิ่ง ไม่ติงไหว

ฝีเท้าของผีร้ายย่างจากไป…

ยังจุดหมายและปลายทาง

 

 

 

ธรรม์ทัพวางมือของเปรียวในท่าสำรวมตรงลิ้นปี่ 

เนื้อหนัง ร่างกาย… ยามตายก็เท่านั้น

ไม่มีอะไรยั่งยืน

 

ราตรีจะเคลื่อนคล้อย           นกน้อยจะคืนรัง

ซากสางจะภินท์พัง                  สิมลายสู่ธรณี

จบสิ้นหนึ่งวงจร                      นางเนื้ออ่อนนอนเป็นผี

ร่วงแล้วแก้วมณี                      ต่อจากนี้จำจรไกล

ใครใครในโลกหล้า                  เขาจะมาร้องไห้ให้

นางชั่วยั่วเหลือใจ                    เขาตีไว้ว่าโสมม

ใจนางคงไร้รัก                        ชายสมัครแค่เสพสม

มีค่าเพียงอาจม                       ถูกถ่ายทิ้งไม่ยินดี

เจ้าเอยเจ้าไปแล้ว                    จิตผ่องแผ้วเถิดคราวนี้

ละวางโศกโศกี                        จงฝันดีในนิทรา ๏

 

“พักให้สบายนะครับ คุณเปรียว”

ท่วงเสียงทุ้ม นุ่ม อ่อนโยน แม้ภายนอกจะมีวายุแรงกล้ากรีดเฉือนให้เหน็บหนาวสักเท่าใด ทว่า รอบกายของธรม์ทัพ จะมีรัศมีอันอบอุ่นเสมอ

เหมือนแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า ทอทาบบนผืนหญ้าเขียวชรอุ่ม

วูบหนึ่ง ในกระแสจิต คนตัวสูงสัมผัสได้ถึงกระแสผิดแผกทางด้านหลัง

ความสร้อยเศร้า และอาดูร

แม้ไม่มอง ก็พอรู้

“ขอโทษนะครับ ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย”

“อย่าพูดอย่างนั้นค่ะ” เสียง… ไม่ใช่เสียง หากเป็นการรับรู้จากภายในที่ถ่ายทอดถึงกัน “คุณช่วยพวกเราไว้มาก ถึงสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะเป็นอย่างนี้ ฉันก็ยังดีใจ ที่คุณอยู่ข้างฉันเป็นคนสุดท้าย”

ธรรม์ทัพพยักหน้าเบา ผ่อนลมหายใจยาว

“แล้วรู้รึยังครับ ว่าจะต้องไปทางไหนต่อ”

ไม่มีคำตอบ ดวงหน้าอันเลือนรางคล้ายผืนม่านโปร่งๆ ของเปรียว ส่ายเล็กน้อย คนถามจึงบอก

“จากตรงนี้ คุณแค่เดินตรงไปข้างหน้า ตามทางที่มีแสงสว่าง แล้วอย่าหันหลังกลับ ก็พอแล้วครับ”

“ขอบคุณนะคะ สำหรับทุกอย่าง”

“ครับ”

“ไปดีมาดีนะคะ คุณทัน”

 

 

 

ทางที่กุมภ์วิ่งฝ่ามาเป็นหมู่บ้าน – หมู่บ้านโบราณที่กุมภ์ไม่รู้เลยว่า ที่นี่คือจุดเริ่มต้น และจะเป็นจุดจบแห่งโศกนาฎกรรมข้ามภพชาติ

เวียงนกคุ้ม!

ฝนตก ซัดลูกเห็บห่าใหญ่ลงมาด้วย อีกทั้งตั๊กแตนตัวเล็กตัวโตต่างก็พากันบินมาเป็นกองทัพ คมขาของมันกรีดจิกทะลุเนื้อหนังของชายหนุ่ม บางตัวโฉบมาตัดปลายหู เฉือนปลายจมูกของเขาจนแหว่งวิ่น

ระบมและเจ็บแสบ

แม้จะพยายามปัดป้องสุดกำลัง ก็ปราศจากวี่แววจะยั้งหยุด

หรือจะถึงวาระของเขาแล้ว

กุมพระที่คล้องคอแน่น ราวกับว่านี่เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ลอยน้ำมาให้เขาเกาะ

ทว่า ในรอยกรรมอันบันดาล…

ลูกเห็บก้อนเท่าลูกกำปั้นหล่นลิ่วลงมาจากเบื้องบน กระแทกศีรษะเขาเต็มแรง! ชายหนุ่มร่วงผล็อย ธารโลหิตไหลพลั่กๆ

เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่างมาจากทางด้านหลัง แม้จะยังมึนงง ราวกับโลกกำลังเหวี่ยงไปมาและโยกคลอน แต่ความกลัวตาย ยังคอยกระตุ้นให้เขาตะเกียกตะกาย หนีไปฝั่งตรงกันข้าม

ไม่ว่าเจ็บปวดแค่ไหน ก็ต้องทน

ต้องไม่ตาย! ห้ามตาย! ตายไม่ได้เด็ดขาด!

กระเสือกกระสน กัดฟันจนเลือดซึม แต่ไปได้ไม่ไกล ฝ่าเท้าหนักก็กระทืบลงกลางหลัง จุกจนร้องไม่ออก จะยันตัวลุกก็ทำไม่ได้ เหมือนกับว่า มีทุ่นเหล็กหนักๆ มากดทับ

รอยเสียงแค้น เค้นถาม

“อีพุดซ้อนมันรักมึงมากเพียงนั้น ยังใจดำทิ้งมันได้ลงคอเชียวรึ”

วาจาของผีร้ายบาดหู แทงใจ

ภาพของเปรียว รอยสัมผัส และคำพูดสุดท้าย ติดตรึง ราวกับมีใครมาสลัก

ผู้หญิงไร้ค่าแบบนั้น เจ้ามารยา สำส่อน ยอมนอนกับใครก็ได้ไปทั่วเพียงเพื่อผลประโยชน์สำหรับตัว ผู้หญิงแบบนั้นน่ะหรือ

คน… ที่รักเขา

แต่ ถึงความคิดจะพยายามกล่อมให้คนเราเชื่อในทางหนึ่ง ทว่าเมื่อไหร่ที่ฟังหัวใจ เสียงข้างในไม่เคยโกหก

คนตัวโตน้ำตาไหล รอยกระเพื่อมในอกรุนแรง

“ร้องไห้รึ อ้ายขี้ขลาด สิ่งที่มึงเผชิญยังไม่เท่าเสี้ยวของกู มึงกลับร้องไห้งั้นรึ”

“ปล่อยกู!”

“ปล่อย” อินทรทวนคำ “มึงยังคิดอยากมีชีวิตอีกหรือ ทั้งที่คนที่รักมึง พากันตายห่าตายโหงหมดแล้ว”

“หยุด!” กุมภ์แหกปากสวน

“กูไม่หยุด!!”

ไม่พูดเปล่า แต่มือซึ่งไหม้เกรียมยังฉุดกระชากหลังหัวของอีกฝ่ายจนหน้าแหงน สร้อยพระที่นายพลประดิษฐ์คล้องให้บุตรชายแกว่ง สะท้อนแสงวับวิบ

อินทรหัวเราะหึในคอเมื่อจับจุดอ่อนในใจของอีกฝ่ายได้ ก้มกระซิบข้างหู

“นี่น่ะหรือ เหตุผลที่มึงอยากจะกลับไป”

วิญญาณพยาบาทคว้าพระเครื่ององค์นั้นหมับ กุมภ์ตกใจ รีบยื้อแย่งไว้จะเอาคืน

ของสำคัญเพียงชิ้นเดียว

สิ่งสำคัญที่ทำให้รู้ว่า เขายังมีตัวตนอยู่ในโลก

สิ่งที่ทำให้เขาระลึกได้ว่า ตัวเองไม่ได้เกิดมาเป็นคนที่ไม่มีใครต้องการ หากเกิดมาเพราะความรัก

อย่างน้อย… ก็จากผู้ชายคนหนึ่ง ที่เขาเรียกว่าพ่อ

จะต้อง ปกป้องสิ่งนี้!

หากผู้ล่ากลับกระชากดึงสุดแรง สายสร้อยขาดร่วง กุมภ์พยายามตะกายไขว่คว้าอย่างไรก็เอาไม่ถึง วิญญาณร้ายยิ้มเหี้ยม จ้องวัตถุในมือ

บีบแน่น… ขยี้…

ให้มันแหลกลาญ!

เจ้าของวัตถุตะโกนลั่น น้ำตาไหลอาบ อินทรชูแขน คลายมือ โปรยพระเครื่องที่ยามนี้ กลายเป็นเศษผงละเอียด

ชายหนุ่มรีบโผเข้าไปใกล้เท้าของอีกฝ่าย กอบเอาความแตกสลายมาไว้ในอุ้งมือ หากฟากฟ้ากลับไม่เป็นใจ หยาดพิรุณชะมันกลายเป็นเนื้อเดียวกับดิน

จบสิ้น… ทุกอย่าง…

เครื่องยึดเหนี่ยวเพียงอย่างเดียวของเขา…

ตัวตนของเขา…

เท้าหยาบกร้านเต็มไปด้วยริ้วแผลไฟไหม้ ยกประคองคางของกุมภ์ให้แหงนเงย ชายหนุ่มกำหมัดแน่น กัดฟันจนเลือดซึม

“อยากฆ่ากูนักใช่ไหม มึงฆ่าเลย!”

อินทรหัวเราะเบา พลางส่ายหน้าหน่อยๆ เหมือนกำลังเอ็นดูเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว นั่งยองๆ จ่อหน้าใกล้หน้า ยิ้มเย็น

“ด้วยความยินดี!”

 

 

 

ธรรม์ทัพวิ่งสุดกำลัง ตามเสียงร้องทรมานของกุมภ์มาจนถึงบริเวณใต้ร่มไม้ใหญ่ ใกล้ท่าน้ำ แล้วก็ต้องสะดุดกึก เมื่อเห็นจะจะว่าวิญญาณร้ายกำลังทำสิ่งใด

พื้นแผ่นดินแดงฉาน เลือดปนฝนเจิ่งนองราวกับน้ำทับทิม กุมภ์นอนคว่ำ ถูกหลาวไม้ไผ่เสียบกลางแผ่นหลัง ยึดตรึงเหมือนแมลงสต๊าฟ แขนทั้งสองฉีกขาด หล่นห่างตัวเหมือนถูกเขวี้ยงทิ้ง กระดูกหน้าแข้งขาข้างหนึ่ง หักจนพับทบได้

และก่อนที่อินทรจะกระทืบลงบนขาอีกข้าง ธรรม์ทัพก็รีบตะโกนฝ่าเสียงฝนชะใบไม้ ห้าม

“หยุดเดี๋ยวนี้ คุณขวัญ!”

ศีรษะของคนถูกเรียก หักหันมายังคนตัวสูง พอเห็นว่าเป็นใคร รอยยิ้มก็ผุดพราย ยอมปล่อยกุมภ์จากทัณฑ์ทรมานชั่วคราว

“ผู้หญิงที่มึงเรียก ไม่มีอีกแล้ว”

“คุณเลิกทำอย่างนี้ซะทีเถอะ มันไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น ความรัก ความแค้น ทำไมต้องยึดติด ปล่อยให้อดีตเป็นอดีตไม่ได้เหรอ จะมีชีวิตเพื่อมันไปทำไม”

“กูไม่ปล่อย!”

เสียงหัวเราะบาดหู หากลึกลงไป มีรอยแห่งความโศกศัลย์อาดูร

มือหยาบกร้านกระชากไม้ไผ่ที่ปักกลางหลังกุมภ์ออก เหยื่อร้องโหยหวน ฝีเท้าหนักๆ เดินอาดๆ หาคนตัวสูงที่ยังยืนนิ่ง มั่นคง ประดุจขุนเขา

“ทำไม ต้องเป็นกูที่ยอม – ยอมเจ็บ ยอมทน ยอมให้อภัย ทำไมต้องเป็นกู ทำไมไม่ใช่พวกมัน!”

“ผมไม่รู้” คำตอบ เสียงดัง ฟังชัด “แต่สิ่งเดียวที่ผมรู้คือ ถ้าคุณยังจมอยู่กับเรื่องที่ผ่านไปแล้วแบบนี้ จะเป็นคุณนั่นแหละ ที่เสียใจ”

ไม่พูดเปล่า ธรรม์ทัพยังล้วงเอาดอกไม้ไหวในเสื้อกั๊กขึ้นชู

ตรงหน้า แสงเจิดจ้าสว่างวาบ บาดตา ก่อเกิดเป็นรูปเงาของสตรีผู้หนึ่ง ดรุณีนาง ซึ่งดำรงท่ามกลางห้วงเวลาและมิติแห่งความฝันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

กาหลง!

วิญญาณร้ายตาเหลือกค้าง ผงะถอยหลัง สตรีในชุดไทยโบราณมองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง น้ำตาคลอ ความรู้สึกอัดล้น ท่วมทวี

คล้ายจะบอก… เรามาดับสูญไปด้วยกัน!

“ไยเจ้าต้องคอยขัดขวางข้า กาหลง”

“เพราะมันเป็น ชะตากรรมของเรา”

“ข้าไม่ยอมรับ!”

อินทรเงื้ออาวุธในมือขึ้น หมายจะซัดใส่ธรรม์ทัพ พอดีกับที่กาหลงหันไปหาชายหนุ่ม ส่งสัญญาณให้ทำตามที่ตกลงกันไว้

ในห้วงมิติแห่งความฝัน คนตัวสูงตั้งจิตมั่นเป็นสมาธิ หักกลางก้านดอกไม้ไหว…

 

เหมือนหักใจ ให้สิ้น สิเน่หา

หักรัก หักสวาท เคยวาดมา

หักพันธะ สัญญา เคยให้กัน

 

เศษซากเครื่องประดับร่วงหล่น ฉับพลัน! วิญญาณสำนึกบาปของกาหลงกร่อนกลายเป็นเส้นสายสีเงินยวง พลิ้วไหว อ่อนช้อย เสมือนชายผ้ายาวๆ ยามต้องสายลม ก่อนพุ่งเข้าสู่กลางใจของวิญญาณพยาบาท อีกฝ่ายตะโกนลั่น เจ็บปวดทรมาน คับแค้น เคร่งเครียด

อินทรทรุดฮวบ สะบัดดิ้นเร่าๆ

กุมภ์อาศัยช่วงจังหวะเดียวกัน กัดฟัน ดั้นด้น หนีไปยังศาลาท่าน้ำ ที่บัดนี้ ม่านอากาศบริเวณนั้นเกิดรอยแยกปริแตก

จวนแล้ว มิติแห่งความฝันจวนล่มสลาย

ที่มั่นสุดท้ายของวิญญาณพยาบาทกำลังถูกทำลายสิ้น!

 

คนตัวโตข่มความเจ็บปวดสาหัส ใช้ขาข้างที่เหลือ ไหล่ อก คาง คืบและคลานไปยังจุดต่างระหว่างมิติสุดกำลัง กระเสือกกระสนเหมือนหมาตัวหนึ่งที่ถูกรถทับ

อีกนิดเดียว… อีกแค่นิดเดียว…

เขาจะหลุดพ้น จากนรกแห่งนี้!

อินทรตะโกนกร้าว เสียงคำรามบันลือจนพื้นสั่น รวบรวมพละกำลังทั้งหมด เงื้อหลาวไม้ไผ่ ธรรม์ทัพซึ่งเห็นเหตุการณ์ที่บังเกิดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ รีบวิ่งเข้าขัดขวาง

…แต่ไม่ทัน

ท่อนไม้พุ่งเร็วดุจสายฟ้าแล่น สวนเข้าร่างของกุมภ์อย่างเหมาะเจาะ

เสียบทวารทะลุลำคอ!

มิติแห่งความฝันล่มสลายโดยบริบูรณ์ บรรยากาศรอบด้านแตกกระจาย ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีลานประหาร ไม่มีศาลาท่าน้ำ

มีเพียงป่ารกชัฏ กับสายน้ำเจ้าพระยาที่บ่าไหลรุนแรง

เวียงนกคุ้มในปัจจุบัน

 

ธรรม์ทัพเดินผ่านอินทรที่ยักแย่ยักยันลุก ไม่คิดจะสนใจ ตรงดิ่งหากุมภ์ ย่อตัวนั่งข้าง ดวงตาของอีกฝ่ายแดงดั่งเลือดนก ทั้งไอและสำลักโลหิต

“อ… อโห… สิ… กรรม…”

“คุณกุมภ์”

น้ำตา ไหลจากขอบตาของคนที่นอนนิ่ง

“ข… ขอบ… ใจ…”

สิ้นคำ ร่างหนา ใหญ่ กระตุกเกร็งรุนแรง ลมหายใจสุดท้าย หลุดลอย

กุมภ์นอนหลับ… นิรันดร์

คนตัวสูงสลดใจเหลือประมาณ ได้แต่วางมือบนดวงหน้าของชายหนุ่ม ปิดตาให้เขาในวาระสุดท้ายของชีวิต

 

ดั่งดวงเทียน ต้องลมพัด สะบัดวูบ

ลมโลมลูบ เปลวดับ อับแสงไข

เคยมีแรง ก็สิ้นแรง ยามสิ้นใจ

รอนแรมร้าง บนทางไกล ในนิทรา

 

จงละวาง โศกใดใด ในโลกล้วน

อย่างมง่วน กับทุกข์สุข อีกเลยหนา

เรื่องดีร้าย เคยกระทำ ผ่านพ้นมา

ลืมเถิดแก้ว แล้วเดินหน้า ในทางธรรม ๏

 

“พอได้รึยังครับ”

คนตัวสูงลุก รอยเสียงราบนิ่ง เหมือนผืนทะเลสาบสงบในพงพฤกษ์ซึ่งไร้การรบกวน หันหน้าประจันกับอีกฝ่ายที่ยืนค่อมหลังหน่อยๆ เพราะยังเจ็บปวดภายใน

สงสาร… เวทนา…

“ยัง! ยังเหลือหนึ่งชีวิต” คำตอบ เปี่ยมแรงอาฆาตล้น “ร่างนี้ กายนี้ วิญญาณสุดท้ายของกาหลงที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ จะต้องตายเช่นเดียวกับทุกคน”

คำตอบ หมายจะทำให้คนฟังอึ้ง ทว่ากลับเป็นตนเองที่ต้องสะอึก ค้าง

รอยยิ้มเหยียดเยาะที่มักติดริมฝีปากเลือนหาย ราวกับละลายไปกับฝน เมื่อได้ฟังคำพูดของธรรม์ทัพ

“มาจนถึงขนาดนี้แล้ว คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการทอดถอน “วิญญาณทั้งหมดเป็นของคุณ ทั้งวิญญาณที่มาเกิดใหม่ วิญญาณสำนึกบาป วิญญาณแค้น ทั้งหมดคือตัวตนของคุณ – คุณขวัญ”

สายลมใหญ่พัดกรูมาอีกระลอก หนาวเย็น จับใจ

ซากร่างของอินทรกร่อนลงเรื่อยๆ

“ผีอินทร ไม่เคยมีตัวตนบนโลกนี้”

“ไม่จริง!”

“ไม่เคยมีตัวตนในโลกไหนๆ”

“ไม่จริง!”

“ไม่เคยมีตัวตนมาตั้งแต่แรก”

“ไม่จริง!!”

“เพราะเขาคือผม”

ธรรม์ทัพบอก ดวงนัยน์สีนิลเป็นประกายวาว คล้ายคมดาบวามวับ

“ผมนี่แหละ อินทร!”

 

 

>>>โปรดติดตามบทสรุปของฝนพรางฟ้า ในตอน “ชะตากรรมสุดท้าย” และ “อำลา”