วิธีเขียนนิยายให้จับใจ จับอารมณ์


 

เรื่องเล่าชั้นเยี่ยม คือเรื่องเล่าที่เล่นกับอารมณ์ของคนอ่าน

แล้วคุณรู้ไหม ว่าต้องทำยังไง

 

เอาล่ะครับ วันนี้ผมจะไม่อารัมภบทยาวเนาะ ฮ่า ฮ่า (ไม่นะ ทำไมวันนี้ผิดปกติ!) เพราะว่าเนื้อหาในตอนนี้มันค่อนข้างเยอะ ถ้ามัวแต่กล่าวคำเปรยอยู่นั่น เกรงว่าหน้ากระดาษคงจะยาวเฟื้อยแน่ๆ วันนี้ผมเลยจะมาแต่เนื้อๆ เน้นๆ เต็มไปด้วยสาระนะครับ (รู้สึกจริงจังอย่างบอกไม่ถูก ฮ่า ฮ่า)

 

เรื่องที่จะชวนคุยวันนี้คือ วิธีเขียนนิยายให้จับใจ จับอารมณ์ ของคนอ่านครับ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากนะ เพราะว่านิยายเรื่องไหนๆ ก็ตามที่สามารถดึงอารมณ์ของคนอ่านให้ร้องไห้ หัวเราะ โกรธแค้น ตามตัวละครในเรื่องได้ คนอ่านจะวางนิยายเรื่องนั้นไม่ลงครับ

 

แต่อย่างไรก็ดี ในกลุ่มนักเขียนฝึกหัด การจะเขียนเพื่อดึงอารมณ์ของคนอ่านให้ได้ตลอด ออกจะเป็นเรื่องยากไปสักหน่อย เพราะว่าบางทีเราก็ทำได้ แต่บางทีเราก็ทำไม่ได้ จนเหมือนกับว่า เขียนไปตามดวงอย่างนั้นแหละ… แต่ มันจริงเหรอ แล้วทำไมนักเขียนมืออาชีพถึงสามารถจับอารมณ์คนอ่านได้บ่อยๆ และเยอะกว่านักเขียนฝึกหัดล่ะ

 

นั่นแสดงว่า การบิ้วท์อารมณ์ ไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นเคล็ดลับและเทคนิคที่เราสามารถเรียนรู้ได้นั่นเอง

 

ผมลองศึกษาเรื่องนี้ดูแล้วนะครับ และพบว่า ขั้นตอนที่ใครสักคนหนึ่งจะเขียนนิยายแล้วทำให้คนอ่านร่วมรู้สึกได้ เกิดอารมณ์ตาม มักเป็นผลมาจาก 2 ขั้นตอนได้แก่ 1.มีระบบความคิดที่ถูกต้อง 2.มีเทคนิคการเขียนที่ทรงประสิทธิภาพ

 

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

 

www.go2writer.com

 

จัดการกับแนวความคิด (Mindset) ก่อน

 

1.อย่าพยายาม

ความพยายามเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่การพยายามผิดที่เป็นความสูญเปล่า

 

ถ้าคุณจะเขียนนิยาย คุณต้องมีความพยายามในหลายเรื่อง พยายามหาเวลาที่จะเขียน พยายามที่จะสังเกตสิ่งต่างๆ พยายามอ่านให้มากๆ พยายามฝึกเขียนให้เยอะๆ พยายามพัฒนาความคิดและไอเดีย

 

แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพยายามไม่ได้เลยก็คือ อารมณ์

 

เหตุผลก็เพราะ ความพยายามมักเป็นการบีบคั้น ฝืนกับธรรมชาติของคนทั่วไป ในคนปกติ อารมณ์มักจะเกิดขึ้นเองตามการรับรู้เรื่องราว เหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อม แต่ในยามที่ถูกบีบบังคับ อารมณ์ที่ควรจะก่อเกิดก็จะหายวับไปดื้อๆ เช่น ถ้ามีใครสักคนหนึ่งที่คุณเกลียดมาสั่งคุณว่า จงรักเขา คุณคงรักเขาไม่ลง ถูกไหมครับ หรือถ้าคุณกำลังร้องไห้เสียใจอยู่ แต่ดันมีคนมาบอกคุณทื่อๆ ว่า จงหัวเราะเดี๋ยวนี้ คุณคงเตะคนบอกก่อนเป็นอันดับแรก เพราะคิดว่าโดนอีกฝ่ายก่อกวนและไม่เข้าใจคุณเลย

 

ในนิยายก็เช่นกันครับ ยิ่งคุณประดิษฐ์อารมณ์มากเท่าไหร่ โดยที่สถานการณ์ไม่สอดคล้อง คนอ่านก็ยิ่งสัมผัสได้ว่านิยายของคุณมันประดักประเดิด ทำให้ไม่อยากอ่าน และท้ายที่สุด พวกเขาอาจจะเลิกอ่านนิยายเรื่องนั้นๆ ไปเสีย

 

ฉะนั้น ในเรื่องการสร้างอารมณ์ อย่าพยายามเกินไปจนกลายเป็นการยัดเยียด

 

แต่ให้ใช้วิธีที่ดีกว่า คือ มุ่งเน้นไปที่การสร้างเนื้อเรื่องแทน

 

เพราะถ้าเรื่องของคุณดีตั้งแต่ต้น คุณจะไม่ต้องบีบคั้นและพยายามใดใด ตรงกับประโยคที่ผมชอบมากประโยคหนึ่ง (แต่ดันจำไม่ได้ว่าใครกล่าว ฮ่า ฮ่า) ว่า “ในการเขียนเรื่องตลก คุณอย่าพยายามตลก เพราะเรื่องที่ตลก มักตลกมาตั้งแต่แรก แต่ถ้าคุณต้องพยายามทำให้มันตลก แสดงว่าเรื่องของคุณมันไม่ตลกแล้วล่ะ เปลี่ยนเรื่องใหม่เถอะ!”

 

 

 

 

2.คุณรู้สึกยังไงตอนที่เขียน

ข้อนี้พาดเกี่ยวกับข้อแรกครับ คุณจำเป็นต้องถามตัวเองก่อนว่า สิ่งที่คุณจะเขียนออกมาน่ะ คุณรู้สึกยังไงกับมัน

 

เพราะเราไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่เราไม่รู้สึกได้

 

ศาสตร์แห่งการเขียนนิยายเนี่ย แบ่งออกเป็นสองส่วนครับ (จริงๆ ก็ไม่ใช่แค่นิยายหรอก แต่รวมถึงงานเขียนทุกประเภท) ส่วนแรกคือ เทคนิค เช่น การวางพล็อต จังหวะ การใช้คำ ฯลฯ เป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้และถ่ายทอดให้แก่กันและกันได้ แต่ส่วนที่สองจะเป็นเรื่องของสัญชาตญาณที่ต้องค้นหาด้วยตนเอง

 

หากคุณเรียนรู้เทคนิคมาสักระยะหนึ่ง คุณอาจจะพอมีวิธีเร่งเร้าอารมณ์ของนักอ่านโดยที่คุณไม่รู้สึกไปกับสิ่งที่คุณเขียน ผมพูดเลยว่าทำได้ เพราะผมเคยทำมาแล้ว ก็แค่เขียนไปตามจังหวะสำเร็จรูป 1 2 3 เอ๊า น้ำตาแตก 1 2 3 เอ๊า หัวเราะ มันมีเทคนิคแบบนั้นจริงๆ

 

แต่ยังไงซะ เทคนิคจะช่วยคุณได้แค่ระยะเวลาสั้นๆ ครับ

 

ในระยะยาว (และการเขียนนิยายก็ถือว่าเป็นเรื่องในระยะยาวเสียด้วยสิ) การใช้แต่เทคนิคเล่นกับคนอ่าน จะทำให้คนอ่านจับแพทเทิร์นซ้ำๆ ของคุณได้

 

พอจับได้คนอ่านก็จะเบื่อ

 

พอเบื่อเขาก็จะไม่อินกับเรื่องของคุณ แค่อ่านผ่านๆ พอเป็นพิธี

 

ตรงนี้แหละครับ คุณจึงต้องถามตัวเองก่อนว่า เวลาที่จะเขียนอะไรสักอย่าง คุณรู้สึกยังไง เพื่อใช้สัญชาตญาณภายในเป็นตัวนำ ถึงจะดึงอารมณ์คนอ่านได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะเขาจะรู้สึกว่า คุณจริงใจกับเขาและตัวคุณเอง

 

เป็นการสื่อสารระหว่างใจถึงใจ

 

www.go2writer.com

 

3.คุณเล่าให้ใครฟัง

ก่อนที่คุณจะลงมือเขียน คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า คุณกำลังจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง

 

เหตุผลเพราะ ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง คุณจะติดอยู่ในความคิดของตัวเอง ทำให้สื่อสารออกไปไม่ได้

 

ยกตัวอย่าง – คุณคงเคยเห็นนักร้องบนเวที เวลาที่เขาทำการแสดง สมมุติว่าเป็นเพลงเศร้า คุณไม่จำเป็นต้องเห็นเขาร้องไห้สะอึกสะอื้นถึงจะอิน ถูกไหมครับ นักร้องเก่งๆ จะถ่ายทอดความรู้สึกของเขามาให้กับคุณผ่านทางน้ำเสียง สีหน้า แววตา จนคุณสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่อยู่ภายในใจของเขา

 

ทีนี้กลับกัน คุณไปเที่ยวคาราโอเกะกับเพื่อน แล้วพอเพื่อนของคุณร้องเพลงไปซักพักก็เริ่มโหยหวน พูดจาไม่รู้เรื่อง ร้องห่มร้องไห้ขี้มูกย้อยมาเป็นทางเพราะคิดถึงแฟนเก่า คุณก็จะเริ่มตกใจแล้วว่าเพื่อนเป็นอะไร (วะ) จากนั้นแทนที่จะได้ร้องเพลงก็ต้องมานั่งปลอบมัน! (ฮ่า ฮ่า) แต่ถามว่าคุณอินไปกับเพื่อนไหม ไม่เลย คุณไม่ได้อิน แต่คุณกำลังเซ็ง!

 

การเขียนนิยายก็เหมือนกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณคิดถึงแต่ตัวเอง คุณจะวนอยู่ในหัวของคุณ สื่อสารกับใครก็ไม่รู้เรื่อง คุณจึงจำเป็นต้องออกมาจากหัวตัวเองก่อน

 

ทีนี้ เมื่อคุณออกมาจากตัวเองได้ คุณก็ต้องถามตัวเองว่า แล้วจะเล่าให้ใครฟัง

 

เพราะวิธีการเล่าหนึ่งวิธี ไม่ได้เหมาะสมกับคนทุกคน ถ้าคุณเล่าเรื่องให้วัยรุ่นฟัง คุณก็ต้องใช้ภาษาอย่างหนึ่ง ถ้าเล่าให้ผู้ใหญ่วัยทำงานฟัง คุณก็ต้องใช้ภาษาอีกอย่างหนึ่ง

 

และเมื่อพบคำตอบแล้ว คุณจะกำหนดวิธีสื่อสารออกมาได้

 

ทีนี้ถ้ามีคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่คุณต้องการสื่อสารด้วยเข้ามาแจม ก็แปลว่า รสนิยมของเขาตรงกับวิธีที่คุณนำเสนอ เห็นไหมครับ สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ก็ไม่ได้จำกัดแค่ภายในกลุ่มที่เป็นเป้าหมาย แต่คนที่อยู่นอกกลุ่มเป้าหมาย ก็จะตามคุณมา ถ้าคุณชัดเจนกับสิ่งที่สื่อสาร

 

เพราะงั้น คุณไม่จำเป็นต้องเล่าเพื่อให้ทุกคนฟัง ขอแค่เล่าให้ใครสักคนฟังก็พอ

 

 

จัดการกับเทคนิคการเขียน

 

รู้กันแล้วนะครับว่า Mindset ในการเขียนเพื่อดึงอารมณ์ของคนอ่านให้รู้สึกร่วมไปกับนิยายของคุณมีอะไรบ้าง ทีนี้ผมจะนำเสนอเทคนิคการเขียนล่ะครับว่า วิธีเขียนแบบไหน ที่จะช่วยดึงอารมณ์ของคนอ่านให้เป็นบ้าเป็นหลังไปกับนิยายของคุณ

 

1.แสดงให้เห็น

อย่างที่เราคุยกันหลายๆ ครั้งครับว่า Show don’t tell คือกฎเหล็กสำหรับนักเขียนทุกคน (ถ้าคุณยังไม่เคยอ่านล่ะก็ สามารถติดตามอ่านย้อนหลังได้ในบท เจาะลึก: ทำไมต้อง Show don’t tell) เหตุผลก็เพราะว่า สมองของคนเราคิดเป็นภาพครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่คนอ่านเห็นภาพในจินตนาการ พวกเขาจะอินไปกับมัน ฉะนั้น ถ้าคุณเขียนว่า “เธอกำลังเหงา” ก็คงไม่สามารถกระแทกใจคนอ่านได้เท่า “เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขอนไม้ผุๆ ที่ลอยคว้างกลางทะเล”

 

คราวต่อไปหากคุณต้องการจะเน้นอารมณ์ในจุดไหน ลองแสดงให้คนอ่านเห็นเป็นภาพดูนะครับ รับรองว่า คนอ่านของคุณจะร่วมรู้สึกไปพร้อมกับตัวละครแน่ๆ

 

 

 

2.ใช้คำเร้าอารมณ์

รู้ไหมครับว่า คำพูดไม่กี่คำ สามารถพลิกมุมมองความคิดและชีวิตของคนๆ หนึ่งได้

 

วัดกันง่ายๆ เช่น ถ้ามีใครสักคนมาบอกว่า “คุณดูดี” คุณจะรู้สึกดีขึ้นมานิดๆ แต่ถ้ามีใครสักคนหนึ่งชมคุณว่า “คุณนี่สวยเหมือนนางฟ้า” (หรือหล่อเหมือนเทพบุตร – แบบผม ฮ่า ฮ่า) คุณจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโดดเด่นขึ้นมาทันตาเห็น

 

ทีนี้ลองกลับกันนะครับ ถ้ามีใครคนหนึ่งมาบอกว่า “คุณดูแย่” คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิดหน่อยๆ แล้วยิ่งถ้าเขาบอกคุณว่า “คุณดูขี้เหร่และโสโครกมาก” วินาทีนั้นแหละครับ ที่คุณจะเริ่มมองเห็นจุดบกพร่องในตัว

 

แล้วผมเล่าเรื่องนี้ทำไม – นั่นสิครับ ผมเล่าทำไมเนี่ย ฮ่า ฮ่า คือผมจะบอกอย่างนี้ครับว่า ถ้อยคำนั้นเป็นสิ่งมีชีวิต

 

และเหตุผลที่มันมีชีวิตก็เพราะ มันส่งผลกระทบต่ออารมณ์

 

ในเมื่อนิยายเป็นเรื่องเล่าที่สื่อสารทางถ้อยคำมากที่สุดในโลก (มีแต่ถ้อยคำอย่างเดียวล้วนๆ ไม่มีน้ำเสียงหรือท่าทางประกอบเลย) ด้วยเหตุนี้ หากคุณรู้จักใช้คำให้เหมาะสม นิยายของคุณจะสามารถเร้าอารมณ์คนอ่านได้อย่างยอดเยี่ยม

 

นักเขียนอาชีพหลายท่านจะเคร่งมากในการสรรหาคำมาใส่ในประโยค เพื่อสร้างอารมณ์ให้คนอ่านรู้สึกร่วมตามที่เขาต้องการ

 

การจะทำอย่างนั้นได้ นักเขียนจำเป็นต้องรู้ระดับของถ้อยคำเสียก่อน

 

ถ้าคุณจะเขียนว่า “เขารู้สึกเบื่อหน่าย” มันก็อาจทำให้นิยายของคุณน่าเบื่อขึ้นมาจริงๆ เพราะในคำว่า เบื่อหน่าย มันไม่มีพลังเลยครับ แต่ถ้าคุณปรับเปลี่ยนมาใช้คำว่า “ซังกะตาย” หรือ “หมดอาลัยตายอยาก” ความน่าเบื่อหน่ายที่ตัวละครของคุณประสบพบเจอ จะกลับกลายมาเป็นสีสันอันสนุกสนาน (ซะงั้น) เพราะในคำว่า ซังกะตาย กับ หมดอาลัยตายอยาก มันมีพลังกระแทกใจคนอ่านอยู่

 

เช่นกันครับ คำว่า “เธอชอบไอศกรีม” อาจจะฟังดูราบเรียบไปเมื่อเทียบกับ “เธอหลงใหลไอศกรีม” หรือ “เธอคลั่งไคล้ไอศกรีม” เป็นต้น

 

www.go2writer.com

 

3.อย่าเยิ่นเย้อ

หากคุณเขียนนิยายรักที่พระเอกพร่ำพรรณนากับหญิงคนรักว่า “เธอผู้เป็นยอดดวงมาลย์ของผม เป็นมธุรสหวานล้ำเลิศประเสริฐศรีมณีเด้ง คอยปลอบจิตชูใจ เล้าโลมให้ผมห่างหายคลายความโศกเศร้าอันเหน็บหนาวและแห้งแล้งประหนึ่งก้อนหินที่อยู่บนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ซึ่งถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะขาวโพลนตลอดทั้งปี ให้กลับกลายมาเป็นผู้ชายที่มีเลือดเนื้อและหัวใจอ่อนนุ่มอย่างแท้จริง โอ้ แม่ยอดหญิงเอ๋ย เธอรู้หรือไม่ว่า ในดวงกมลของผมนั้นชุ่มชื้นราวกับได้รับน้ำทิพย์พรมพร่าง…” เอาล่ะครับ ผมคิดว่าคุณคงเริ่มอยากอ้วกละ ฮ่า ฮ่า

 

ที่เขียนไปข้างต้นนั้นเยิ่นเย้อไหมครับ… มากอะ ผมตอบแทนเลย ฮ่า ฮ่า จากตัวอย่างมันออกจะสุดกู่หน่อยนะครับ แต่ยังไงก็แสดงให้เห็นว่า ในตัวอย่างนี้ นอกจากมันจะไม่ได้สาระความหมายใดๆ แล้ว มันยังรกรุงรังไปหมดอีกต่างหาก ลักษณะนี้เอง ที่จะทำให้คนอ่านหมดอารมณ์ (ยกเว้นก็แต่อารมณ์อยากถีบคนเขียนที่อาจเพิ่มมากขึ้น ฮ่า ฮ่า)

 

แล้วไอ้ความเยิ่นเย้อเนี่ย มันก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Genre (ช็องระ – แนวนิยาย) โรแมนติก หรือ ดราม่า เท่านั้น บางทีมันก็โผล่อยู่ในหมวดสยองขวัญ ระทึกขวัญ ตื่นเต้นก็มี เช่น “ความมืดมิดอันเย็นเฉียบราวกับอากาศจากช่องฟรีซกำลังแผ่ขยายครอบคลุมท้องฟ้ากว้างขวางจนชวนให้อกสั่นขวัญแขวน ลางร้ายกระตุกหัวใจให้เต้นตุบๆ ประหนึ่งจะทะลุออกมาจากอกและซี่โครง ให้เห็นเป็นก้อนแดงๆ ระริกๆ สะท้านหวาดหวั่นพรั่นพรึงตะลึงงันจนขาขยับไม่ได้ นรก! นี่มันนรกชัดๆ!” อะไรเทือกนี้

 

ความเยิ่นเย้อเป็นนิสัยของนักเขียนครับ

 

ถ้านักเขียนเยิ่นเย้อ ไปเขียนนิยายแนวไหน นิยายที่เขาเขียนก็เยิ่นเย้ออยู่ดี

 

เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะความพยายามมากเกินไปที่เราคุยกันตั้งแต่ตอนแรก (จำได้บ่?)

 

วิธีการแก้ – คุณต้องตัดใจครับ

 

นักเขียนส่วนใหญ่ที่ติดนิสัยเยิ่นเย้อมักมาจากความรู้สึกที่ว่า ทุกข้อความ ทุกความคิด มันดีหมดเลย อันนู้นก็ทิ้งไม่ได้ อันนี้ก็ทิ้งไม่ได้ สุดท้ายก็เอาคำมากองสุมๆ กัน แล้วคนอ่านก็จะส่ายหน้า เพราะมันเยอะไปหมด

 

อย่าลืมนะครับว่า ถ้ามันเด่นไปซะทุกอย่าง สุดท้ายก็จะไม่มีอะไรเด่นสักอย่าง

 

เลือกเฉพาะสิ่งที่จะใช้ครับ ดูให้เหมาะสม สอดคล้องกับบรรยากาศเรื่อง ส่วนไหนไม่จำเป็นก็ตัดออก ความกระชับจะช่วยให้คนอ่านโฟกัสกับอารมณ์ได้ถูกจุด

 

www,go2writer.com

 

4.อย่าลิเก

ในภาษานิยายเราจะเรียกภาษาลิเกว่า Melodrama ครับ หรือก็คือการแสดงออกที่เกินจริงนั่นเอง (จะเห็นว่า บางทีมันก็คาบเกี่ยวกับการใช้ภาษาที่เยิ่นเย้อเหมือนกัน) หรือจะพูดให้ง่ายขึ้นมาอีกหน่อยก็คือ ถ้าหากวัดกันที่ความสมจริง ตัวละครตัวนี้จะต้องเล่นแค่ 10 แต่พอเป็นเมโลดราม่าปุ๊บ มันเหินขึ้นไป 100 ซะงั้น เลยทำให้คนอ่าน ไม่เชื่อ ในความรู้สึกของตัวละครนั้นๆ และเมื่อคนอ่านไม่เชื่อ เขาก็ไม่มีทางรู้สึกตามอย่างแน่นอนครับ

 

เช่น

 

ซินเดอเรลล่าถูกแม่เลี้ยงผลักไสเข้ามาภายในห้องนอน นางหมุนตัวสามตลบก่อนจะฟุบลงบนเตียงเก่าๆ ขาดปุปะ น้ำตาหลั่งรินมาเป็นสายอาบนองสองแก้ม นิ้วเรียวยาวกรีดปาดใต้ดวงตา จนสะเก็ดน้ำตากระเซ็นเห็นเป็นละอองระยิบระยับ เสียงใสสั่นเครือยามเอ่ยถาม

 

“โอ้ คุณเทรเมนคะ เหตุไฉนคุณจึงไม่ให้หนูไปงานเลี้ยงเล่าคะ”

 

สตรีร่างระหงในชุดดำยิ้มจนหน้าบิด ยกมือขึ้นปิดปากหน่อยๆ ดวงตารีเรียวคล้ายดั่งตางูจดจ้องตรงมา

 

“หึหึ เพราะบ้านของฉันมีงานเต็มไปหมดน่ะสิ ถ้าหล่อนไป ใครจะทำมิทราบยะ” คุณเทรเมนสะบัดหน้าไปด้วยเวลาพูดราวกับเป็นสันนิบาตลูกนก “แล้วอีกอย่าง งานเลี้ยงในพระราชวังน่ะ ไม่เหมาะสมกับนังหนูสกปรกชั้นต่ำอย่างหล่อนหรอก ขืนเสนอหน้าไปให้พวกเขาเห็น ฉันไม่ต้องโดนติฉินนินทาหรอกเรอะ ว่าไม่ให้เกียรติเจ้าชาย ถึงพา ‘เด็กไพร่’ มาร่วมงานด้วย”

 

“นั่นสิคะขุ่นแม่” อนาสเทเซียที่ยืนบิดเอวเอสด้านหลัง ก้มหน้านิด จิกตา จื่อปากสีชมพูโอโรสเวลาพูด “เป็นแค่เด็กรับใช้ในบ้าน แต่ริอ่านเผยอหน้าขึ้นมาทัดเทียมพวกเรา”

 

“โอ้ อนาสเทเซีย ฉันเองก็มีศักดิ์เป็นถึงพี่สาวของเธอนะ”

 

“ต๊าย! ตายแล้ว! ตายแล้ว!” ดริเซลล่ายกมือกุมอกด้วยความผวาหวาด ปากอ้ากว้างเป็นรูปตัวโอพร้อมดวงตาเบิกโพลง “นังเอลล่ามันกล้าเถียงค่ะ จัดการมันเลยค่ะ ปากดีนัก”

 

“หน็อยแน่ แก! แก!” อนาสเทเซียเต้นแรงราวกับแผ่นดินไหวระดับ 8 ริกเตอร์ เงื้อง้ามือ มุ่งจะปรี่เข้าไปตบ “หรือจะเอา ห๊ะ!”

 

“พอเถอะจ้ะลูกจ๋า” นางเทรเมนห้าม บิดริมฝีปากเยาะเย้ยไปยังซินเดอเรลล่า “เอลล่านางแค่กำลังหัวใจแตกสลาย ปล่อยให้นางเพ้อเจ้อต่อไปแล้วกัน พวกเราไปลองใส่ชุดหรูหราราคาแพงจากห้างแกเลอรี่ส์ ลาฟาแยตต์ กันดีกว่า อย่าเสียเวลาเกลือกกลั้วกับคนแบบนี้เลย ประเดี๋ยวเชื้อโรคคนจนมันจะกระเด็นมาติด”

 

“โอ้ คุณเทรเมนคะ ได้โปรดเถอะค่ะ” ซินเดอเรลล่าร้องไห้กระซิกๆ กรีดกรายมือออกไปหา หากอีกฝ่ายกลับตวัดปลายนิ้ว ชี้หน้ากลับมา

 

“น้ำตาหล่อนไม่ใช่มะนาว ไม่ต้องบีบ ฉันไม่สงสารหรอกย่ะ!”

 

เดี๋ยวๆ ดูเหมือนเรื่องชักจะไปกันใหญ่ละครับ ผมว่าควรจบที่ตรงนี้ก่อนที่บทความจะไร้สาระมากไปกว่าที่เป็นอยู่ดีกว่า (ไหนบอกวันนี้สาระล้วนๆ ไง – ฮ่า ฮ่า) เอาเป็นว่า เวลาเขียนนิยาย ถ้าเป็นไปได้ อย่าลิเกครับ อย่าลิเก

 

 

 

5.ประโยคที่คมคายเพียงประโยคเดียว

ผมขอเรียกมันว่า ประโยคฮุก ละกันครับ

 

ประโยคฮุก (หรือใครจะเรียก วรรคทอง ของนิยายก็ได้) คือ ประโยคที่พอเขียนไปปุ๊บ มันกินใจ ทำให้คนอ่านสะท้านสุดในอารมณ์ เช่น เศร้าจนถึงขั้นหลั่งน้ำตา หรือ ขำจนหัวเราะอี้แตกอี้แตน ประมาณนั้น ประโยคฮุกจึงถือเป็นประโยคจำเป็นหากคุณต้องการเขียนเพื่อดึงความรู้สึกคนอ่านให้อินไปกับสิ่งที่คุณเล่า

 

แต่อย่างไรก็ดี ประโยคฮุกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณปูเรื่องมาเป็นอย่างดีเท่านั้น

 

อาทิ

 

“มอมไม่ได้รักนายเท่าชีวิต แต่นายคือชีวิตของมอม” ประโยคนี้มาจากเรื่องสั้น มอม ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ครับ อ่านแล้วรู้สึกว่าคมคาย บาดใจ ใช่ไหมครับ แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก่อน คุณก็อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับประโยคนี้มากไปกว่านั้น แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ รู้ความสัมพันธ์ระหว่าง มอม กับ นาย ว่าเป็นอย่างไร ไอ้คำว่า “นายคือชีวิตของมอม” ก็กลายเป็นประโยคฮุกที่กระแทกจนใจของคุณสั่นแน่นอน

 

เช่นกันครับ ประโยค “ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก” เป็นประโยคอมตะจากนิยายเรื่อง ข้างหลังภาพ ของ ศรีบูรพา เป็นประโยคที่คมชนิดว่าต้องหยุดเพื่อที่จะอ่าน หรือเพื่อที่จะฟังเลยทีเดียว แต่ถ้าหากคุณไม่รู้เรื่องราวของคุณหญิงกีรติและนพพรมาก่อน ประโยคนี้ก็จะไม่สามารถสร้างความสะเทือนใจให้แก่คุณได้เท่ากับคนที่เคยรับรู้เรื่องราวของพวกเขามา

 

ผมกำลังจะบอกอะไรคุณ สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ บางครั้ง บางกรณี และ (นักเขียน) บางคน ก็ยึดติดกับวรรคทองมากเกินกว่าจะโฟกัสที่เนื้อเรื่องครับ

 

อย่างที่บอกว่า ประโยคฮุกคือสิ่งจำเป็น แต่มันไม่ใช่สิ่งที่คุณจะประดิษฐ์ขึ้นมาดื้อๆ เพราะการทำอย่างนั้นจะทำให้คนอ่านส่ายหน้าให้กับนิยายของคุณมากกว่าที่จะประทับใจ ประโยคฮุกควรเกิดจากการที่คุณปูทางเรื่องราวทั้งหลายมาก่อน แล้วกลั่นกรอง สรุป ออกมาเป็นถ้อยคำที่บาดใจ มันถึงจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่

 

ดังนั้น คุณควรที่จะฝึกในการเขียนประโยคฮุก แต่ไม่ควรโฟกัสที่มันมากเกิน จนทำให้นิยายเสียรส

 

 

 

ทั้งหมดนี้ คือ เทคนิคที่จะช่วยให้คุณสามารถจับอารมณ์ของคนอ่านได้อย่างลึกซึ้ง ลองนำไปใช้กันดูนะครับ ผมเชื่อว่าจะต้องช่วยคุณได้มากแน่ๆ แล้วอย่าลืมมาแบ่งปันกันอ่านนะครับ

 

และเช่นเคยครับ หากใครอยากอ่านบทความดีๆ เพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ www.facebook.com/go2writer นะครับ ผมจะหาข้อมูลที่จะช่วยให้คุณเขียนนิยายได้ดีและง่ายมาฝาก

 

แล้วพบกันตอนหน้า ขอให้มีความสุขกับการเขียนนิยายครับ

 

Related posts: