เรื่องสั้น – สยองขวัญคืนฝันดี


สยองขวัญคืนฝันดี

-ณนณ-

 

มันเป็นความฝันที่น่ากลัวมากสำหรับผม

ในความฝันนั้น ผมเห็นตัวเองยืนอยู่ในห้องส้วมแบบเก่า ชนิดที่จะต้องนั่งยองๆ เพื่อขับกาก แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องตื่นเต้นจนขนหัวลุก หาใช่ความสกปรกโสโครกของมันไม่ หากเป็นอาคารเก่าขนาดใหญ่สูงเทียบเท่าตึกสามสิบชั้นที่สามารถมองเห็นจากรูส้วมต่างหาก ที่ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรอยู่ภายในนั้นกันแน่

ผมดู ใต้นั้นมีน้ำท่วมแทบจะทั่วทุกพื้นที่ แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ตรงที่ที่มันไม่อยากท่วม มันก็ไม่ท่วม จนก่อเกิดเป็นกำแพงน้ำ คล้ายกับมีใครเอากระจกใสไปกั้นขวางไว้

ผมตัดสินใจ มุดส้วมลงไปสำรวจ

เส้นทางเดินภายในนั้นคดเคี้ยว และมีแสงสว่างเล็ดลอดผ่านเข้ามา คิดว่าใต้ดินก็คงมีพระอาทิตย์เหมือนกัน ยิ่งพอสะท้อนกับพรายน้ำ ยิ่งเห็นเป็นประกายสีเขียวๆ ฟ้าๆ สว่างไสว ผมเริ่มหลงทาง หาทางออกไม่เจอ จนในที่สุด ก็ได้เห็นบันไดที่จะทำให้ผมปีนป่ายกลับขึ้นไปได้ แต่ก่อนจะไปถึงบันไดนั้น ผมต้องผ่านห้องโถงกว้างขวางที่ครึ่งหนึ่งมีน้ำนองถึงตาตุ่ม ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง มีน้ำท่วมจนจรดเพดาน

ผมรีบวิ่ง แล้วในน้ำท่วม ก็มีเงาทะมึนของปลาดึกดำบรรพ์โผล่ออกมา หน้าตาของมันเหมือนกับปลาดุกไม่มีผิด มีหนวดยาวๆ ปากที่เต็มที่ไปด้วยฟันแหลมๆ อ้ากว้าง ปรี่เข้ามาหาหมายจะกัด ผมรีบวิ่งต่อไปอีก แล้วทันใดนั้นเอง สัตว์ร้ายแห่งโลกล้านปีก็พุ่งทะลุกำแพงน้ำออกมา ว่ายกระแด่วๆ ไล่ตามหลังผม งับข้อเท้า

ผมหลับตาปี๋ ถีบสุดกำลัง!

 

 

จู่ๆ ผมก็กำลังนั่งอยู่ในป่าช้า

แสงตะวันรอนลง เป็นช่วงสนธยากาลที่เงียบเหงาวังเวงเป็นที่สุด เบื้องหน้าคือหลุมศพจำนวนมากมายมหาศาล มีศิลารูปกางเขนวางตั้ง บนหลุมศพบอกชื่อเสียงเรียงนามครบถ้วน ส่วนตัวผมเองนั่งอยู่บนโต๊ะม้าหินอ่อน บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหาร

ผมหิวมาก เลยตักอาหารมากิน พร้อมกับชมวิวทิวทัศน์อันสวยงาม กินไปดูหลุมศพไปแสนจะเพลิดเพลิน จากที่มีแสงบางๆ เคลือบผืนฟ้า เวลาก็ผันให้ท้องนภาดำมืดสนิท

จู่ๆ ก็มีหญิงวัยกลางคนๆ หนึ่งโผล่ออกมาจากป่าด้านหลังสุสาน เอ่ยทักทายผม แกบอก แกจะออกไปแล้ว ถ้าอยู่ก็อยู่คนเดียวนะ

ผมก็กลัวเป็น! ในที่สุดก็เลยรีบยัดทุกอย่างบนโต๊ะเข้าปาก แล้วรีบระเห็จออกมานอกป่าช้า

ด้านหน้าสุสานมืดสนิท มีรถจักรยานยนต์ของผมจอดอยู่ ภายในเต้นท์จัดงานศพ มีเสียงประกาศตามสายลอยมากระแทกขี้หูหลุดว่า ขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปร่วมลงชื่อเพื่อรับมรดก

ผมรู้ว่าตัวเองไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่ง เลยขี่มอเตอร์ไซค์ออกมา

ผมลัดเลาะออกมาทางถนนสวนสาธารณะ และที่สุดปลายทาง มีประตูกระจกเลื่อนสองข้าง คล้ายๆ กับประตูห้างสรรพสินค้า กำลังเปิดด้วยระบบอัตโนมัติให้ผมออกไป พอพ้นจากบานทวาร ผมก็ไปโผล่ที่โถงทางเดินในมหาวิทยาลัย

ความวิตกกังวลเข้ามาแทรกภายในใจโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมนึกถึงยางล้อหน้าของผมที่ตอนนี้ดอกยางหายเกลี้ยงจนเหลือแต่ยางโล้นๆ ต้องรีบเปลี่ยน ไฟหน้ารถที่ริบหรี่เต็มทนก็ต้องซ่อม แถมเดือนหน้าผมยังต้องเอารถไปต่อ พรบ. OMG! ชีวิต!!

ผมเครียดมาก เลยเอารถไปจอดไว้ที่ลานจอดรถข้างห้องสมุด!

แล้วจู่ๆ ผมก็กลายร่างเป็นเด็กผู้หญิงคงแก่เรียน ละม้าย เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์

ผมเดินสวบๆ เข้าห้องสมุด แล้วไปนั่งติวหนังสือกับใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จัก เพราะวันพรุ่งนี้มีสอบวิชาคณิตศาสตร์ เราติวกันสักพักหนึ่ง ในที่สุดนาฬิกาก็บอกเวลาสี่ทุ่ม พวกเราล่ำลากันก่อนจะแยกย้ายกลับหอพัก เพราะว่าวันพรุ่งนี้มีสอบแต่เช้า

แต่พอผมเดินหายลงบันไดไป พวกนั้นก็หันไปซุบซิบ คุยกันไม่ให้ผมได้ยิน (แล้วได้ยินได้ไงแว้!!) ว่า ผมเป็นคนตื่นสาย และมักจะสร้างเซอร์ไพรซ์ในวันสอบเสมอ อย่างครั้งก่อน ผมตื่นไม่ทันมาขึ้นรถ ก็ถึงกับลงทุน ว่ายน้ำข้ามคลองเพื่อมาสอบเลยทีเดียว!

ผมเครียดมากเลยกลับมาที่หอพัก แต่หอพักของผมนั้นหรูหรามากกว่าที่คิด เพราะมันเป็นบ้านสองชั้น มีคนรับใช้คอยจัดการ อำนวยความสะดวกให้

ผมหาที่ซุกตัวข้างๆ ซอกตู้ กรีดร้อง เป็นการกลั่นความรู้สึกออกมาจากภายในที่แสนจะเจ็บปวดและรวดร้าว ผมคิดว่าตัวเองจะต้องได้รับรางวัลออสก้าร์แน่ๆ กับการแสดงบทบาทนี้

แล้วภาพก็ตัดไปยังบ้านของซูเนโอะ ไจแอนท์ ชิซูกะ ทุกคนกำลังยิ้มแย้มที่เตรียมตัวสอบแล้วเป็นอย่างดี

แล้วจู่ๆ ประตูบ้านก็เปิดผ่าง! บุรุษร่างสูงก้าวเข้ามา บอกว่า เขาคือพ่อที่แท้จริงของผม

ช็อค!

ผมกลายร่างเป็นผู้ชายที่กำลังขวัญเสีย ผลุนผลันวิ่งหนีออกจากบ้าน (ตูทนไม่ไหวแล้วโว้ยยย!) ไปยังลานที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ แล้วรีบบึ่งออกไป แต่เส้นทางออกจากมหาวิทยาลัยช่างแสนจะคดเคี้ยวเลี้ยวลด ในที่สุดผมก็หลงทาง ไปโผล่ที่ชั้นใต้ดิน

ที่สุดปลายทาง มีข้าวของกองระเกะระกะ และมีลิฟท์ตัวหนึ่งตั้งอยู่ ผมตัดสินใจว่าจะใช้ลิฟท์เพื่อเดินทางต่อ แต่ผมเห็นลิฟท์แค่ครึ่งจอเท่านั้น พอยัดรถมอเตอร์ไซค์ที่ พรบ. ใกล้หมดเข้าไปในลิฟท์ได้ จู่ๆ ก็มีซอมบี้โผล่ออกมาจากกองข้าวของรกระเกะระกะ! มันเป็นตัวผู้ ใส่เสื้อสีแดงแจ๊ดแจ๋ โถมทับเข้ามา หมายจะกินเนื้อนุ่มอ่อนหวานของผมให้เปรม ผมต่อสู้กับซอมบี้ตัวนั้นอยู่สักพักหนึ่งกว่าจะสลัดหลุดแล้วเข้าไปในลิฟท์ได้

พอประตูลิฟท์ปิด หน้าจอก็ขึ้นเป็นสีดำ แล้วมีตัวหนังสือสีแดงเขียนไว้เหนือร่างของผมที่นอนนิ่งว่า You are dead!

ผมรู้สึกแย่มาก เพราะผมยังไม่ได้เซฟ!!

ต้องไปเริ่มใหม่ที่จุดเริ่มต้น

 

 

ผมอยู่ที่ลานจอดรถ แต่คราวนี้ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์แล้ว แต่ผมก็เริ่มฉลาดขึ้นมาบ้าง เพราะอย่างน้อยก็รู้ว่า ทางเดิมไม่ควรไป ตรงนั้นมีพี่บี้รออยู่ ผมควรไปอีกทางหนึ่งมากกว่า

ผมจึงใช้เส้นทางเลี่ยง ผ่านเข้าไปในตึกอาจารย์ ซึ่งจะเป็นทางลัดนำไปสู่หอประชุมใหญ่

แต่พอเหยียบเท้าเข้าตึก จู่ๆ ก็มีประกาศดังลั่นว่า ผมเป็นขบถ ต้องรีบจับตัวมาลงโทษ!

บรรยากาศรอบด้านของผมเปลี่ยนไป ราวกับกำลังอยู่ในหนังเรื่อง The Hunger Games ผสมกับ The Maze Runner ผมโกยอ้าว ราวกับกำลังลงแข่งวิ่งผลัดในรายการ 4X100 พร้อมกับใช้มันสมองอันปราดเปรื่องคำนวณหาทางหนีทีไล่ ผู้คนภายในตึกแห่แหนมาจากทุกทิศทาง ผมหลุดรอดออกมาถึงนอกอาคารจนได้ แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าทำเอาหายใจแทบไม่ออก

ผมต้องวิ่งตัดผ่านลานใหญ่ที่มีผู้หมายมุ่งจะเอาชีวิตผมนับร้อยคน!

วิ่งสุดฝีเท้า ถ้าไม่อยากถูกจับ!!

 

 

ผมรอดจากกลุ่มหัวอนุรักษ์นิยมมาได้ ก็มาโผล่ที่อาคารใหญ่ อันเป็นแหล่งชุมนุมของกลุ่มหัวรุนแรง (ตูอยากกลับบ้าน!!!!) และวิทยุสื่อสารเพิ่งจะแจ้งข่าวมาเมื่อครู่ว่า กลุ่มที่ผมอยู่นี้ เป็นมนุษยชาติกลุ่มสุดท้ายที่เหลือรอดจากการโจมตีของแวมไพร์!! (คุณพระ!)

จากนั้นผมก็เห็นกล้องถ่ายรูป Fuji กล้องถ่ายรูปคู่ชีพของผม ผมรีบหยิบมามาคล้องคอ และคิดได้ว่า วันนี้ยังไม่ได้ถ่ายรูปเลยซักรูป

ที่ด้านหลังอาคารของเราติดทะเลกว้าง ผมเลยรีบรุดไปยังจุดนั้น เพื่อยลธรรมชาติอันงดงาม พระอาทิตย์สีไข่แดงยางมะตูมกำลังตกดิน (ไหนเมื่อตะกี้เพิ่งสี่ทุ่มไง?!! – เอาเป็นว่าผมคงวิ่งเพลินไปหน่อยละกัน) ท้องฟ้าแรระบายด้วยสีแสดปนแดง เหลื่อมสีครามจางๆ สวยงามประหนึ่งภาพอิมเพรชชั่นนิสม์ของศิลปินเอก แต่ที่น่าแปลกใจคือ บนท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆฝนและพายุ กลับมีประกายสายฟ้าฟาด พาดผ่านเป็นริ้ว กระจัดกระจาย ตรงนู้นบ้าง ตรงนี้บ้าง

ทันใดนั้นเอง! ก็มีเฮลิคอปเตอร์บินตรงมา แล้วมีทหารโรยตัวลงมายังจุดที่พวกผมอาศัยอยู่ (ไหนบอกว่าพวกเรานี่เป็นมนุษย์กลุ่มสุดท้ายไงฟระ!!) นายทหารทุกคนเข้าประจำที่ หันปากกระบอกปืนมาทางพวกเราด้วยความเท่ ผมรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมสุดๆ แล้วภาพทหารที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าวิปริตวิปลาสจะต้องขายดีมากๆ ในเว็บสต๊อกโฟโต้ ผมเลยไปนั่งยองๆ เพื่อจะถ่ายรูป และขอให้ทหารเก๊กท่าเข้ากล้องหน่อย

ยังไม่ทันไร บนฟากฟ้าก็ดันปรากฏนกไดโนเสาร์ ไดมอร์โฟดอน บินผาดโผนโล้ลมเหนือนภากาศ นกไดโนพวกนี้ล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของแวมไพร์ พวกมันพุ่งเร็วจี๋มาหาพวกเรา กระหายเลือดและเนื้อ

พอเห็นภาพของพวกมัน ผมยิ่งหัวใจเต้นถี่ เหงื่อแตกพลั่กๆ และคิดว่า เอาละเว้ย! นี่แหละ ภาพในประวัติศาสตร์ มันจะต้องยิ่งใหญ่และขายดีมากกว่าภาพทหารแน่ๆ ผมเลยเปลี่ยนทางเลนส์หันไปจับภาพไดมอร์โฟดอนแทน

ยังๆ ยังไม่จบ (จบเห๊อ!) นกไดโนทุกตัวต่างบุกเข้ามาทำร้ายผู้คนในอาคารอุตลุต ชุลมุนวุ่นวายเหลือจะยั้ง เสียงกรีดร้องระงมกันทั่ว แต่ในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที ไดมอร์โฟดอนก็ถูกตบลงนอนกองกับพื้น เพราะพวกมันมีขนาดตัวเท่าฝ่ามือแค่นั้น

แต่ตัวหนึ่งก็มีพิษสงร้ายแรงนัก เพราะมันไม่ยอมแพ้

มันพุ่งเข้าจู่โจม และกัดหัวนมผมเต็มแรง!

ผมสะดุ้งเฮือก จับมันก็ได้ก็เหวี่ยงมันลงพื้น สวดอาเมนส่งมันสู่สวรรค์ไปอีกตัว

ฝูงนกไดโนที่เหลือไม่กล้าแหยมกับพวกเราอีก บอสลับของพวกมันเลยโผล่ออกมา

แวมไพร์หนุ่มรูปหล่อ ผิวขาวซีด ร่างสูง ออกจะลีนๆ ซักหน่อย ผมยาวเกือบถึงบ่าเป็นสีทอง นัยน์ตาสีฟ้าแจ่มประกาย แวมไพร์หนุ่มกล่าวกับพวกเราว่า การโจมตีครั้งนี้ของเขาเป็นแค่น้ำจิ้ม ครั้งต่อไป พวกเราจะไม่เหลือกันซักคนแน่ๆ!

แล้วแวมไพร์หนุ่มก็ชี้นิ้วไปยังสาวสวยในกลุ่มของพวกเรา ผู้หญิงคนนั้นผิวขาวซีด ผมสีทองและนัยน์ตาสีฟ้าเป็นประกาย ใช่แล้ว! เธอเองก็เป็นแวมไพร์เหมือนกัน!! – ผ่างงงงงงง!!!

แวมไพร์หนุ่มสั่งให้เธอกลับไปกับเขา แต่เธอบอกเขาว่า เธอไม่เหมือนกับแวมไพร์ตัวอื่นๆ เพราะเธอไม่ต้องการทำร้ายใคร เธอจะอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องมนุษย์ทุกคน!

แวมไพร์หนุ่มจึงยิ้มเยาะ บอกกับเธอว่า แล้วเธอจะต้องเสียใจ สงครามครั้งนี้ มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก!!

ทั้งสองคนสาดอารมณ์ใส่กันรุนแรงมาก ส่วนผมในฉากนี้ไม่มีบทบาทอะไรเลย ยิ่งกว่าโคตรของโคตรตัวประกอบซะอีก

แล้วความฝันที่แสนจะน่ากลัว ระทึกขวัญ สั่นประสาทของผมก็จบลง

จบแล้วนะ

จบจริงนะครับ

จบ – ก็ได้

จบ

จ… (แว๊กกกกก!!!)

 

จบจริงจ้า!