www.go2writer.com

สั่งเทพเจ้าให้ช่วยเขียนนิยาย!


 

มันจะดีกว่าไหม ถ้าคุณสามารถเสกสรรค์นวนิยาย โดยไม่ต้องเค้นความคิดจนสมองแทบระเบิด!

 

 

เช้าอันแสนสงบ ในห้องเรียนอันแสนอบอุ่น นักเรียนทุกคนกำลังนั่งตาแป๋วแหววมองไปยังหน้าชั้น จับจ้องครูสาวสวยทาปากแดง ผู้สอนวิชาภาษาไทยซึ่งกำลังเขียนชอล์กลงบนกระดานดำดังเอี๊ยดๆ ชวนเสียวฟันสุดๆ โดยมีเนื้อความว่า “สุนทรภู่ครูกวีศรีสยาม….” ก่อนจะสะบัดฝุ่นผงสีขาวออกจากมือเรียวงาม แล้วหันมาสั่งกับนักเรียนผู้น่ารักน่าชังทั้งหลายว่า การบ้านวันนี้ คือ จงเขียนกลอนสดุดีท่านสุนทรภู่มาส่งคนละ 2 บท

 

เอาล่ะครับ ผมจะพยายามเก็บหมาไม่ให้โผล่หัวออกจากปากมาวิจารณ์ระบบการศึกษาไทย (ฮ่า ฮ่า) แต่จะเล่าว่า หลังจากที่ได้รับการบ้านมาแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำต่อก็คือ ค้นประวัติของสุนทรภู่เพื่อหาข้อมูลมาแต่งกลอนส่งครูตามกำหนด ทำให้ได้รู้จักชีวิตของท่านมากมาย

 

และรู้ไปจนกระทั่งว่า ท่านติดเหล้า!

 

ยิ่งกรึ๊บหนักๆ ยิ่งเขียนได้เจ๋ง!!

 

เออนะ ดูเหมือนมันจะขัดแย้งกับวิชาพุทธศาสนาที่ต้องเรียนคาบต่อไปจัง ที่บอกว่ากินเหล้าแล้วเราจะขาดสติปัญญา

 

เอาล่ะครับ นั่นไม่ใช่ประเด็น (ฮ่า ฮ่า) ประเด็นก็คือ ผมเริ่มสงสัยแล้วล่ะว่า ทำไมนักเขียนในยุคก่อนๆ ต้องฮิตติดเหล้ากันด้วย

 

ไม่ได้มีแค่สุนทรภู่เพียงคนเดียวนะครับ มีนักเขียนอีกหลายท่านเลยทั้งไทยและต่างประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการเป็นนักเลงสุรา

 

และทุกคนต่างให้เหตุผลเดียวกัน… กินเหล้าแล้ว จะเขียนได้ดี!

 

ถึงขั้นที่ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สะท้อนพฤติกรรมแบบนี้ของนักเขียนหลายๆ คนในยุคนั้นลงในเรื่องสั้น “โนรี” มีบทตอนหนึ่งว่า

 

เวลาอีกสามปีต่อมา ชื่อเสียงของโนรีก็ดังอยู่ในบรรณโลก เพราะปากกาของเขายังคมปลาบ และมีความเผ็ดร้อนเข้ามาแทรกแซง ทำให้ผู้นิยมในตัวเขามีความนิยมมากยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า และจำนวนผู้ที่นิยมนั้นก็เพิ่มขึ้นด้วย แต่ก่อนนี้โนรีมีความรักและความฝันเป็นกำลังแรงที่ดันให้เขาเขียนหนังสือได้ด้วยชีวิตจิตใจ แต่เดี๋ยวนี้ความรักและความฝันนั้นสิ้นไป กำลังแรงที่ดันให้เขาเขียนหนังสืออยู่ได้ และได้อย่างโลดโผนถูกใจคน คือเหล้า เหล้าอย่างเดียวที่เป็นเครื่องกล่อมใจเขา เป็นมิตรต่อเขา เป็นกำลังดันที่ทำให้ตัวหนังสือของเขาเต้นพลิ้วไปตามหน้ากระดาษ เดี๋ยวนี้โนรีจะต้องกินเหล้าเสียก่อนแล้วจึงจะเขียนหนังสือได้

 

ผมเก็บความสงสัยนี้มานาน กระทั่งอีกหลายๆ ปีต่อมา ผมก็เริ่มตกอยู่ในสภาวะที่พอจะอธิบายได้

 

สภาวะที่ว่า ถ้าจะให้เขียนนิยายเรื่องนี้ ผมควรจะนั่งดื่มเหล้าให้เมามายเสียก่อนจริงๆ!!

 

www.go2writer.com

 

นักเขียน – อาชีพที่สูบพลังจากใจคุณ

 

ผมไม่ดื่มเหล้าครับ เพราะต้องรักษาสุขภาพ แต่ในยามที่ถ้อยคำฝืดฝืนราวกับจักรที่ไม่ได้หยอดน้ำมัน บางครั้งผมก็แอบแวบไปนึกถึงนักเขียนผู้ร่ำสุราเป็นอาจินต์อย่างเข้าใจ และ… เห็นใจ

 

เพราะนักเขียนเป็นอาชีพที่ต้องใช้พลังใจสูงมาก

 

โดยเฉพาะนักเขียนนิยาย

 

ในขณะที่การเขียนบทความทั่วไป คุณยังสามารถหาสูตรสำเร็จมาใช้ อาทิ เลือกเรื่องให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายคนอ่าน, ประเด็นชัดเจน, ตั้งชื่อดึงดูด, เปิดประโยคแรกเร้าใจ, เนื้อหากระชับ ไม่ยาวมาก ฯลฯ เพื่อรับรองความสำเร็จของผลงาน

 

แต่ในการเขียนนิยายนั้นแตกต่าง

 

คุณไม่สามารถมองหาเทคนิคที่ชัดเจนขนาดนั้นได้!

 

ยังไม่เคยมีใคร การันตีได้เลยสักคนว่า ต้องเขียนนิยาย “อย่างไร” จึงจะประสบความสำเร็จได้ทุกเรื่อง

 

ลองมองไปรอบๆ สิครับ ต่อให้นักเขียนคนนั้นเก่งกาจขนาดไหน แต่มันก็จะมีบางเรื่องที่เขาเขียนแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

 

นักเขียนอาชีพจึงดำรงชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว เพราะเขาต้องอยู่ใจกลางหมอกควันแห่งความไม่แน่นอน

 

-ฉันจะเขียนเล่มแรกได้ไหม

-ฉันจะเขียนจบไหม

-ฉันจะเขียนบทต่อไปอย่างไร

-ฉันเขียนแล้วจะขายได้รึเปล่า

-ฉันจะประสบความสำเร็จหรือไม่

-เล่มต่อไปฉันจะเขียนได้ดีกว่าเดิมหรือจะห่วยแตก

 

นักเขียนอาชีพต้องทำงานกันตามลำพัง นั่งอยู่กับที่ราวกับถูกตอกตรึง วันแล้ววันเล่า ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า อยู่กับความหวังอันเลือนราง และกำลังใจที่เหือดแห้งลงเรื่อยๆ (ผมจึงไม่เคยคิดจะต่อว่านักเขียนคนใดก็ตามที่ร้องขอกำลังใจจากคนอ่านผ่านการไลค์และคอมเม้นท์ เพียงแต่แนะนำไปว่า การเรียกร้องแบบนั้น จะไม่ช่วยให้เขาได้ในสิ่งที่ปรารถนา) ตั้งหน้าตั้งตาผลิตผลงานออกมาโดยไม่รู้ว่า ใครจะยอมรับนอกจากตัวของเขาเอง

 

ความพ่ายแพ้ทางจิตใจ (ผมขอเรียกอย่างนี้) ทำให้นักเขียนในสมัยก่อนหันไปพึ่งพาสิ่งเสพติด เพื่อจะได้หลีกลี้ความหวั่นสะพรึงในการรังสรรค์ผลงาน

 

นักเขียนจึงมีภาพลักษณ์คู่กันกับเหล้าและความแปรปรวนทางจิตมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ไม่ต่างอะไรกับวงดนตรีร็อคที่ถูกจับภาพให้เข้าคู่กับยาเสพติด

 

แม้มันจะไม่เป็นจริงซะทั้งหมดก็ตาม

 

Elizabeth Gilbert เองก็มีปัญหาเดียวกันครับ ความหวาดกลัวทำให้เธอจิตตก การไต่ไปจนถึงจุดสูงสุดของการเป็นนักเขียนทำให้เธอหวาดระแวงว่า แล้วผลงานชิ้นต่อไปของเธอล่ะ จะยังโดดเด่นเท่าเล่มก่อนหรือไม่ ทำให้ในช่วงหนึ่ง เธอแทบเขียนอะไรไม่ได้เลย จนวันที่ได้พบทางออก

 

การพึ่งพาเทพเจ้า

 

www.go2writer.com

 

สั่งเทพเจ้าให้เขียนนิยาย

 

TED Talks ในหัวข้อ Your elusive creative genius. เป็นคลิปที่อธิบายเรื่องราวของสิ่งที่ผมได้ยินตลอดเส้นทางศึกษา ศาสตร์การเขียนนิยาย

 

เทพเจ้า (หากเป็นในไทย ก็เทียบได้กับ “ครู” แบบเดียวกับที่ต้องมีบทไหว้ครูก่อนทุกครั้งในงานวรรณคดีสมัยก่อน) คือสิ่งที่เข้ามาช่วยจิตวิญญาณของนักเขียนให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งสามารถแฝงตัวมาได้ในหลากหลายรูปแบบตามความต้องการของคนแต่ละคน

 

เคยได้ยินไหมครับ นักเขียนที่บอกว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้เองหรอก แต่วิญญาณมาบอกให้เขาเขียน (นั่นแน่! คุณคงกำลังว่า เพ้อเจ้อ ล่ะสิ – ฮ่า ฮ่า)

 

หรือบางคนก็บอกว่า ตัวละครหลุดออกมาเป็นตัวๆ นั่งข้างๆ คอยนำทางในการเขียนให้

 

ผมอยากจะบอกอย่างนี้ครับ… ไม่ว่ามันจะเป็นพลังงานลึกลับจริงๆ หรือเป็นเพียงการมโน แต่การทำอย่างนี้ คุณก็ได้ประโยชน์อยู่ดี

 

สตีเฟ่น คิงก์ เคยบอกเล่าเรื่องนี้เอาไว้ในหนังสือ On Writing ว่า

 

ในโลกวรรณกรรม มีเทพแห่งความคิดสร้างสรรค์ (Muse) เฝ้าปกปักษ์ดูแล (เทพธิดาทั้งเก้าของซุส ผู้ดูแลศิลปะวิทยาการทุกสาขา โดยปกติแล้วจะเป็นเทพธิดา แต่ muse ของผม… เพศผู้ ท่านไม่ชอบ ท่านก็คงต้องทำใจแล้ว) เทพธิดาแห่งความคิดสร้างสรรค์ของคุณอาจจะปรากฏโฉมในห้องทำงานของคุณ กรีดนิ้วโปรยละอองเทพแห่งความคิดสร้างสรรค์ลงบนพิมพ์ดีดหรือคอมพิวเตอร์ของคุณ แต่เทพของผมอาศัยอยู่ใต้ดิน ผมต้องลงไปหาเขาในห้องใต้ดิน ไปสร้างอพาร์ตเม้นท์ให้เขาอยู่อาศัย มนุษย์ต้องเป็นผู้ทำงานหนักตามลำพัง ในขณะที่เทพองค์นี้หน้าตาอาจบุบบู้บี้ ไม่ชวนมองนัก ไม่ยอมช่วยเหลือ ไม่เสียเวลาพูดคุยด้วย เอาแต่ส่งเสียงคำรามในลำคอ (จะเป็นคู่สนทนาชั้นดี ก็แต่เฉพาะในยามที่ตอกบัตรเข้ามาทำงานประจำวันแล้ว) แต่เทพองค์นี้เป็นผู้ประทานแรงบันดาลใจ นับเป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรมที่ผมจะเป็นผู้ทำงานหนัก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เทพองค์นี้มีเพียงความคิดสร้างสรรค์เต็มย่าม… มนต์วิเศษที่ควักออกจากย่ามเมื่อใด จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักเขียนไปโดยสิ้นเชิง

 

เชื่อผมเถอะ… ผมทราบเรื่องนี้ดี

 

ในคลิปเดียวกันนั้น Elizabeth Gilbert ให้เหตุผลเอาไว้ – การมีเทพเจ้าช่วยให้เราสบายใจ

 

คุณจะไม่ต้องพยายามเค้นสมองจนระเบิด (แน่นอนล่ะว่ายังคงต้องเขียนกันอย่างหนัก แต่ในกระบวนการคิด ความเครียดคือศัตรูตัวฉกาจ!), ไม่ยึดติดกับผลงาน, ปล่อยวางเรื่องความล้มเหลวและความสำเร็จ

 

และทำให้คุณยอมลงมือเขียนซะที!

 

เพราะหน้าที่ผลิตไอเดียเป็นของเทพเจ้า คุณแค่เป็นสื่อกลางในการเขียน

 

ฉะนั้น สิ่งที่จะต้องทำจึงมีแค่ กลับไปนั่งลงที่โต๊ะ ทำงานของตัวเอง (เขียนหนังสือ) และปล่อยให้เทพของคุณรับผิดชอบงานของท่านไป

 

แต่ถ้าท่านไม่ยอมทำ เราก็ต้องมานั่งเคลียร์และดีลกันใหม่เป็นครั้งคราว

 

การพูดกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนฟังดูตลกใช่ไหมครับ แต่ผมขออธิบายในแง่จิตวิทยาเพื่อแก้ต่างให้กับความบ้าของตัวเอง ดังต่อไปนี้

 

www.go2writer.com

 

อย่าเข้าไปในเมืองลับแลของนิยายโดยปราศจากความเข้าใจ

 

ผมเขียนวิจารณ์หนังสือในบทความเรื่อง “แหกคุกความคิด (1) การค้นหาความหมายของชีวิต และพลังเชิงบวกในการพูดกับตัวเอง” ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องนี้

 

กล่าวว่า คนเราจะยิ่งเข้าใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น หากทำเสมือนว่าสิ่งนั้นเป็นคนเหมือนกับเรา

 

และวิธีการที่จะทำให้รู้สึกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นคนได้ ก็คือ

 

เราต้องสื่อสารกับมัน!

 

ถ้าหมาหรือแมวร้องโดยไม่ทราบสาเหตุ การพูดคุยกับมันทำนองว่า “จะเอาอะไร อยากกินเหรอ อยากอึเหรอ อยากฉี่เหรอ” จะทำให้เราคาดการณ์พฤติกรรมของหมาแมวได้

 

ถ้ารถของคุณมีอาการแปลกๆ การพูดกับรถทำนองว่า “เป็นอะไรไปอีกเนี่ย เป็นที่ล้อรึเปล่า ไม่น่าใช่นะ วันก่อนเพิ่งซ่อมแกไปเองไม่ใช่เหรอ แกเสียตรงไหนเพิ่มรึเปล่าเนี่ย” ก็จะทำให้คุณสามารถลำดับความคิดในการค้นหาข้อผิดพลาดได้

 

และถ้าคุณต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่คุณไม่เข้าใจ แล้วคุณคุยกับตัวเองว่า “ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย มันมาถึงขั้นนี้ได้ไงวะ” ก็จะทำให้คุณเข้าใจและประเมินสถานการณ์ได้ดีขึ้น

 

แต่ทั้งหมดที่บอกไป มันคนละอย่างกับการตื่นเช้ามาแล้วไล่พูดกับตุ๊กตาทีละตัวว่า สวัสดีตอนเช้านะจ๊ะพี่หมีขนปุย – อันนั้นก็ตัวใครตัวมันนะครับ (ฮ่า ฮ่า)

 

การเขียนนิยายจึงเปรียบเสมือนการเข้าสู่ดินแดนลับแล

 

บางครั้งคุณต้องเจอะเจอกับสถานการณ์ที่คุณไม่เข้าใจ การมีเทพที่คุณจะสามารถพูดคุยด้วยได้สักองค์ จะช่วยคุณได้มาก

 

ยกตัวอย่างจากผมเอง

 

ผมเริ่มหันมาสนใจวิธีการนี้เมื่อประมาณปีก่อน (พ.ศ.2559)

 

หลังจากไม่ได้เขียนมานานหลายปี จนกระทั่งหวนกลับมาเขียนเรื่องสั้นชุด “ที่เห็นและเป็นไป” กับนิยาย “ฝนพรางฟ้า”

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มหวาดกลัวที่จะเขียน, สมองตันคิดอะไรไม่ออก, ติดๆ ขัดๆ จนทำให้เขียนไม่ได้ ผมก็จะถามกับเทพเจ้านักเขียนของผมว่า “จะเอาไงเนี่ย” “จะให้ทำไงเนี่ย” จนแทบจะกลายเป็นคำพูดติดปาก

 

หรือบางครั้งที่กลัวจริงๆ ว่างานจะออกมาแย่ ผมก็จะบอกเทพเจ้าของผมไปว่า

 

“ผมรู้ว่าผมเขียนนิยายออกมาได้ดีเยี่ยม ถึงผมจะไม่รู้ว่าต้องทำยังไงก็เถอะ แต่ผมรู้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น เพราะมันเป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องทำให้ผม – จบปะ”

 

แล้วก็หัวเราะสะใจ (ฮ่า ฮ่า)

 

ฟังแล้วเหมือนคนบ้านะครับ แต่คุณรู้ไหมว่าผลลัพธ์มันดีสุดๆ

 

ถ้าเป็นปกติ เวลาผมติด writer’s block ทีนึงอาจจะต้องทิ้งระยะยาวไปเป็นเดือนๆ ปีๆ

 

หรือถ้าผมกลัวหนักๆ ผมก็อาจจะหาข้ออ้างเพื่อเลิกเขียนไปกลางคัน

 

แต่เมื่อผมสั่งให้เทพเจ้าส่วนตัวช่วย ไม่เคยเกินสองวันครับ ผมก็แก้ไขเรื่องได้แล้ว และไม่หวาดกลัวกับการเขียนนิยายอีก

 

นี่จึงเป็นเทคนิคที่ทรงประสิทธิภาพสุดๆ!

 

เป็นเทคนิคที่ผมค่อนข้างหวงนะครับ (ฮ่า ฮ่า) ถ้าไม่รักกันจริงก็คงไม่บอก

 

ดังนั้น หากคุณเองเป็นคนหนึ่งที่กำลังเขียนนิยายอยู่ ไม่ว่าเพิ่งจะฝึกเขียนหรือเขียนมานานแล้วแต่กำลังติดๆ ขัดๆ ติดบล็อกทางความคิด หรือกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ ผมแนะนำ ลองใช้วิธีการนี้ดูครับ สั่งเทพเจ้า (ของคุณ) ให้ช่วยเขียน แล้วคุณจะพบทางออก

 

 

 

จบบทความแล้วครับ พบกันใหม่ในตอนหน้า และถ้าใครอยากจะอ่านบทความดีๆ อื่นๆ เกี่ยวกับเทคนิคการเขียนนิยาย ก็สามารถไปพูดคุยกันได้ที่เพจ www.facebook.com/go2writer ผมจะเสาะหาข้อมูลดีๆ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะในการเขียนของคุณมาฝากเรื่อยๆ ครับ

 

ขอให้มีความสุขกับการเขียนนะครับ

-ณนณ-

 

คลิปวิดีโออ้างอิง

https://www.ted.com/playlists/131/carlton_cuse_6_talks_that_hel#