www.go2writer.com

หลีกหนีการเขียนนิยายห่วยๆ ด้วยองค์ 3 !


 

ตั้งชื่อเรื่องให้แรงๆ ไว้แค่นั้นแหละครับ เรียกร้องความสนใจน่ะ ฮ่า ฮ่า

 

เข้าเรื่องเลยดีกว่า ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาผมป่วยครับ ไม่ได้ออกไปเล่นน้ำที่ไหน (มันก็พ้นวัยจะเล่นแล้วมะ?) เลยนอนดูซีรี่ย์เกาหลีอยู่ที่บ้าน ดูไปดูมาก็คิดในใจว่า เออ ซีรี่ย์พวกนี้เขาก็ทำดีเนาะ ทั้งตัวละคร ทั้งบท พอเปรียบเทียบกับนิยายที่ตัวเองเขียนแล้ว โห… ไกลลิบลับ (ฮ่า ฮ่า) ก็เลยมีแรงใจฮึดว่า ปีนี้จะทำโปรเจ็ค “เขียนนิยายรักยังไงดี!” เพื่อเพิ่มพูนทักษะและความหวานให้ตัวเองสักหน่อย (กระซิบเบาๆ นะครับ ผมไม่ถนัดเขียนเรื่องรักครับ แหะ แหะ)

 

พอคิดได้ก็เริ่มลงมือสิครับ รอช้าอยู่ไย พลิกตำราหาข้อมูลยกใหญ่ แต่ระหว่างที่อ่านไปเพลินๆ ก็เจอเข้ากับเครื่องมือสุดเทพของนักเขียนเข้าให้

 

นั่นก็คือ องค์ 3!

 

เหมือนเคยพูดถึงแบบคร่าวๆ ไปแล้วครั้งนึง แต่ไม่เป็นไร วันนี้จะพูดแบบเจาะละเอียดนะครับ

 

 

องค์ 3 คืออะไรกันแน่?

 

องค์ (Act) คือการแยกส่วนประกอบของการเล่าเรื่องครับ โดยจะมุ่งเน้นไปที่จุดหักเหของเรื่อง ซึ่งแต่ละองค์ก็จะมีจุดหักเหใหญ่หนึ่งจุด ในการเล่าเรื่องหนึ่งๆ นั้นจะมีกี่องค์ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้ 3 องค์

 

ผมเจอเรื่ององค์ 3 เป็นครั้งแรกในตำราเขียนบทละคร/บทหนังครับ และเข้าใจว่าเป็นพื้นฐานของบรรดานักเขียนบทเลยทีเดียว เหตุผลคงเป็นเพราะสื่อประเภทหนังหรือละครนั้นมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาในการนำเสนอนั่นล่ะครับ การจัดแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็นส่วนๆ ตามองค์จะช่วยให้ผู้ผลิตควบคุมความยาวของเนื้อหาได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับการเขียนนิยายนั้น ความยาวของเรื่องราวไม่ใช่ปัญหา

 

จริงเหรอ?

 

ไม่จริงครับ! (อ้าว เริ่มกวนติงอีกละ ฮ่า ฮ่า) ถ้าคุณจะขายอีบุ๊ค เขียนเก็บไว้อ่านเอง หรือแค่เอาอัพบนอินเตอร์เน็ต แน่นอนครับว่าความยาวของเรื่องไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย แต่ในกรณีที่คุณจะขายให้สำนักพิมพ์ ขนาดความยาวของนิยายของคุณจะถูกจำกัดอย่างแน่นอน ถือเป็นกฎกติกาพื้นฐานเลยก็ว่าได้ (ลองเปิดอ่านเว็บไซต์สำนักพิมพ์ในหน้า ส่งต้นฉบับ ของแต่ละแห่งนะครับ จะมีระบุจำนวนหน้าที่ต้องการอยู่) ทั้งนี้เพราะแต่ละหน้าที่เพิ่มมาคือต้นทุนทั้งนั้น เว้นเสียก็แต่ว่า นิยายของคุณจะยอดเยี่ยมมาก ชนิดหาใครเทียบไม่ได้อีกแล้ว อำนาจการต่อรองก็จะมาอยู่ข้างคุณ แต่ถ้ายังไม่ใช่ นักเขียนหลายคนก็อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เรื่องขนาดความยาวของนิยายนี่แหละครับ สุดท้ายก็เลยมีตำราฝรั่งหัวใสแจ๋วแหวว นำเสนอว่า นักเขียนก็น่าจะลองใช้องค์ 3 กับนิยายของตัวเองบ้าง เพราะนอกจากมันจะทำให้เรื่องราวของเราหนักแน่นขึ้นแล้ว ยังช่วยควบคุมเรื่องความยาวของนิยายได้ด้วย ถือเป็นการทำงานแบบมืออาชีพสุดๆ!

 

เอาล่ะครับ เริ่มจะเถลไถลออกนอกเรื่องอีกแล้ว กลับเข้ามาประเด็นหลักของเราต่อ หลักจากที่รู้แล้วว่าองค์ (Act) คืออะไร เรามาดูกันดีกว่าครับว่า จะแบ่งองค์ได้อย่างไร

 

มันมีหลายสูตรครับ ในการแบ่งองค์สาม คือ จะแบ่งตามจุดประสงค์ขององค์แต่ละองค์ โดย

 

องค์ที่ 1 จะปูพื้นเรื่อง เปิดตัวละครหลัก แนะนำเรื่องราว (beginning)

องค์ที่ 2 จะเป็นการดำเนินเรื่อง พัฒนาตัวละคร และเพิ่มความซับซ้อนให้กับเนื้อเรื่องเพื่อผลักดันให้ตัวละครหลักเข้าสู่ความกดดันจนถึงที่สุด (developing)

องค์ที่ 3 จะเป็นการนำเสนอจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง รวมถึงบทสรุปด้วย (Ending) ซึ่งอาจจะจบแบบทุกคนมีความสุข (Happy ending) จบแบบโศกนาฏกรรม (Tragedy Ending) ก็ได้ ตามที่เห็นสมควร

 

ส่วนขนาดความยาวในแต่ละองค์ ตามข้อมูลที่ผมอ่านเจอ มีวิธีง่ายๆ ในการจัดสรรด้วยการแบ่งออกเป็น 4 ส่วนครับ เช่น นิยายเรื่องหนึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 20 บท ก็แบ่งออกเป็น 4 ส่วน จะได้ส่วนละ 5 บท

 

องค์แรก (beginning) จะได้ไป 1 ส่วน (5 บท)

องค์สอง (Developing) จะได้ไป 2 ส่วน (10 บท)

องค์สาม (Ending) จะได้ไป 1 ส่วน (5 บท)

 

เห็นไหมครับ ง่ายสุดๆ เลยเนาะ ไม่ต้องคิดมาก ฮ่า ฮ่า

 

 

จุดหักเห – ผลกระทบอันยิ่งใหญ่ต่อเนื้อเรื่องทั้งหมด!

 

ครับ หัวข้ออันนี้ไม่ได้โม้นะ ฮ่า ฮ่า ไอ้จุดหักเหเรื่องที่พูดถึงไปเมื่อตอนต้นน่ะ มันยิ่งใหญ่ปานนั้นเลยล่ะ และก่อนจะยกตัวอย่างเพื่อให้ได้เห็นกันชัดเจน ผมคงต้องขออธิบายทฤษฎีเรื่อง Value อีกสักหน่อย จะได้เข้าใจไปพร้อมๆ กัน

 

คำว่า Value นี่ผมยังหาคำแปลเป็นไทยในแง่ของการเขียนไม่เจอครับ เอาเป็นว่าถ้าหาเจอจะมาบอกเพิ่มเติมให้ทีหลัง ตอนนี้เราก็ทับศัพท์กันไปก่อนแล้วกันเนาะ

 

ตัว Value เนี่ย เป็นคุณลักษณะของเรื่องราว มีค่าเป็น + กับ – ติ๊ต่างว่า ถ้าตัวละครหลักมีเรื่องดีๆ หรือเจอสถานการณ์ด้านดี ก็จะเป็น Value+ แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ไม่ดี ตัวละครเอกเริ่มซวยละ ก็ให้เป็น Value- ซึ่งในการเล่าเรื่องเนี่ย ค่า Value จะเปลี่ยนผันไปเรื่อยๆ จาก – เป็น + แล้วก็เปลี่ยนจาก + เป็น – แบบนี้ ทำให้เรื่องราวน่าตื่นเต้น น่าติดตาม (เขาว่ากันอย่างนั้นล่ะนะครับ)

 

ตัวอย่างเช่น พระเอกที่ตกงาน ถังแตก เมียหอบลูกหนีไป กำลังได้งานใหม่ และมีสาวมาสนใจ ตรงนี้คือการเปลี่ยนแปลง Value- ไปเป็น Value+

 

แล้วถ้า พระเอกคนเดิมที่ได้งานใหม่ ดันไปรู้ความลับเบื้องหลังว่า จริงๆ เบื้องหลังงานนี้ คือการลอบฆ่าลูกของเขา เพราะมีคำทำนายบอกว่าลูกของเขาจะกลายเป็นผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่สาม และผู้หญิงที่มาติดพันเขาคนใหม่ ก็ร้ายอย่างคาดไม่ถึง ตรงนี้คือการเปลี่ยนแปลง Value+ ไปเป็น Value-

 

พอจะเริ่มมองเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมครับ ว่า Value คืออะไร

 

ทีนี้ ในองค์แต่ละองค์เนี่ย ก็ต้องการการเปลี่ยนแปลง Value แบบนี้แหละครับ ซ้ำไปซ้ำมา หลายๆ รอบ จนในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับใหญ่ๆ ในตอนปิดท้ายองค์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง! ตรงนี้แหละครับ ที่เรียกว่าจุดหักเหของเรื่อง

 

ลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่า เหตุการณ์นี้จะเป็นเหตุการณ์ทั้งหมดในองค์หนึ่งองค์นะครับ

 

มาวินเป็นเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ 16 เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนใหม่ แต่เขาเป็นคนไม่มีความมั่นใจในตัวเองเอาเสียเลย ทำให้เข้ากับใครไม่ได้สักคน แล้วเขาก็แอบชอบสกาย สาวสวยสดใสประจำห้อง โดยไม่กล้าบอก (Value-) แล้ววันหนึ่ง เขาถูกจับให้ไปทำงานกลุ่ม กลุ่มเดียวกับสกาย ทั้งกลุ่มนัดแนะกันว่าจะไปหาข้อมูลกันที่สวนสัตว์ แต่พอถึงวันจริงคนอื่นๆ กลับมาไม่ได้ ทำให้เขาได้อยู่กับสกายกันตามลำพัง (Value+) มาวินประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก เงอะๆ งะๆ (Value-) โดนลิงในสวนสัตว์โจมตี (Value- -) แถมตอนท้ายที่ไปกินข้าวด้วยกันก็ยังไปทำจานในร้านแตก ทำซอสกระเด็นเปื้อนเสื้อผ้าสาวอีก (Value- – -)
สภาพจิตใจของมาวินเลยย่ำแย่หนักเอามากๆ เลยจะขอกลับบ้านเพราะทนอายไม่ไหว แต่สกายจับมือเขาไว้ แล้วยิ้มสวยๆ ให้ บอกว่า เธอชอบที่เขาเป็นคนตลกแบบนี้ (Value++) มาวินหัวใจพองโตมาก ไม่นึกไม่ฝันว่าเกิดมาจะมีสาวมาชม สกายเล่าให้ฟังว่า เวลาเธออยู่บ้านทุกคนมีแต่ความเคร่งเครียดกันทั้งนั้น เธอเลยชอบคนที่ทำให้เธอหัวเราะได้ มาวินเองก็เข้าใจเพราะที่บ้านของเขาก็ไม่ได้แตกต่างกัน เขาก็เลยกลายเป็นคนเครียดและเก็บตัว สกายเลยพามาวินไปที่ห้องพักของตัวเอง (Value+++) แต่พอไปถึง มาวินกลับพบว่าภายในห้องนั้นไม่ได้มีแค่พวกเขาเพียงลำพัง แต่ยังมีวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ทั้งหญิงและชาย กำลังมั่วสุมกันอยู่ (Value-) สกายเองก็ลงไปนั่งร่วมวงด้วย  แล้วก็บอกเขาว่า นี่เป็นทางออกที่จะทำให้เขาหลุดพ้นจากความเครียด มาวินอยากกลับ แต่สกายรั้งเขาไว้ คะยั้นคะยอให้เขาลองเสพยา เขาปฎิเสธรุนแรง ทำให้สกายตกใจ และเขาเองก็ยิ่งรู้สึกผิด สกายบอกว่าเธอแค่หวังดี แต่ถ้ามาวินจะไม่รับก็ไม่เป็นไร ต่อไปนี้เธอจะเลิกยุ่งกับเขา (Value- -) มาวินกดดันมาก ความรู้สึกกดดัน บวกกับสกายเป็นเพียงคนเดียวที่ยอมรับในตัวเขา สุดท้ายเขาเลยเอื้อมมือไปรับยามาสูบ ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่า มันจะทำให้ชีวิตของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป! (Value- – -)

 

เดี๋ยวๆ ขึ้นต้นมาอย่างกับนิยายรักวัยใส ไหงลงท้ายมาหดหู่ชะมัดเลยเนี่ย ฮ่า ฮ่า

 

เอาล่ะครับ แต่ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีล่ะนะ อย่างน้อยตอนนี้คุณก็คงพอจะมองเห็นแล้วล่ะว่า อะไรคือสิ่งสำคัญในองค์  ลองดูตอนต้นองค์นะครับ เมื่อเทียบกับท้ายองค์ ตอนต้นองค์นับเป็น Act Value+ ไปเลย (เด็กหนุ่มใสซื่อ ไม่ทันโลก ไม่ทันคน) ในขณะที่ท้ายองค์กลายเป็น Act Value- (เริ่มสูบยา แสวงหาสิ่งทดแทน) ผ่าน Value ย่อยๆ ที่พลิกผันครั้งแล้วครั้งเล่าจนทำให้เกิดเป็นน้ำหนักที่มากพอ ที่คนอ่านจะทำใจเชื่อได้ว่า ทำไมคนๆ หนึ่งถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น!

 

 

Act Value

 

สารภาพก่อนว่า ผมไม่แน่ใจนะครับว่าจะมีการบัญญัติศัพท์ Act Value ไว้ที่ไหนรึเปล่า แต่ผมถือว่าในองค์แต่ละองค์นั้นมี Value หลักที่ต้องการนำเสนอ ตรงนั้นแหละครับที่ผมเรียกว่า Act Value ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากเราใช้สูตรองค์ 3 เราก็จะมี Act Value ที่ต้องการนำเสนอหลักๆ 3 Act Value นั่นเอง

 

ต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างที่ยาวมากนะครับ เพราะผมจะฉีกพล็อตนิยายทั้งเรื่องให้คุณดู

 

 

องค์ที่ 1 (Beginning)

เด็กชายขุนพลวัยสิบขวบเป็นเด็กฉลาด มีพ่อแม่ที่ดี มีสังคมที่ดี วันหนึ่ง พ่อกับแม่สัญญาว่าจะพาเขาไปงานเลี้ยง (Value+) ขุนพลดีใจมาก เลยใส่ชุดมารอ ก็พอดีเจอกับธาม เด็กเกเรข้างบ้านที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา ขุนพลเลยตั้งใจจะไปหาเรื่องเยาะเย้ย แต่ธามไม่สนใจ ขุนพลเลยเอาก้อนหินปาใส่เพื่อยั่วยุ สุดท้ายก็เกิดการชกต่อยกัน (Value-) พ่อออกมาเห็น ขุนพลเลยถูกตำหนิต่อหน้าธาม เลยเสียหน้า แถมยังอดไปเที่ยวอีก (Value- -) ขุนพลตะโกนไปว่าเกลียดพ่อที่สุดที่เห็นคนอื่นดีกว่าลูกตัวเอง แล้วเข้าไปขังตัวเองในบ้าน แม่เข้าไปปลอบพร้อมกับเอาโทรศัพท์มือถือไว้ให้ บอกว่า เผื่อลูกอยากคุยกับพ่อ (สังเกตดีๆ ตอนนี้ Dead Flag ปักกลางหัวพ่อพระเอกละ – ฮ่า ฮ่า) แล้วพ่อกับแม่ก็ออกไปงานเลี้ยง ส่วนขุนพลก็อยู่กับบ้าน ก็เลยเปิดโทรศัพท์ดู เห็นคลิปพ่อขอโทษ แล้วก็สอนว่าให้เขารู้จักช่วยเหลือและเห็นใจคนอื่น (Value+) ขุนพลเลยโทรฯ ไปหา แต่พอพ่อรับสาย เขาก็ได้ยินเสียงดังเอะอะวุ่นวายจากปลายสาย แล้วก็เสียงกรีดร้อง ขุนพลตกใจมาก (Value-) ตะโกนเรียกก็ไม่มีใครตอบ จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น แล้วทุกอย่างก็ขาดหายไป ขุนพลเลยวิ่งออกไปหายามหน้าหมู่บ้าน ขอให้เขาพาไปส่ง

 

พอไปถึงเขาก็เห็นทีมแพทย์กำลังช่วยแม่ที่กำลังบาดเจ็บ และข้างๆ กันก็กำลังช่วยเหลือพ่อของธามด้วย ส่วนพ่อของเขาตกลงไปในแม่น้ำพร้อมกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง แม่บอกเขาว่าพ่อของเขาพยายามช่วยผู้ชายคนนั้นจากพ่อของธาม แล้วสิ้นใจ อีกหลายวันต่อมาก็มีคนพบศพพ่อของเขา ขุนพลกลายเป็นเด็กกำพร้า ข่าวสารถูกบิดเบือนว่าพ่อของเขาเป็นคนฆ่าเหยื่อ แล้วพ่อของธามพยายามจะช่วย ขุนพลถูกตราหน้าว่าเป็นลูกฆาตกร ในขณะที่ธามได้รับการยกย่องว่าเป็นลูกฮีโร่ (Value- – -) เขาเก็บความขุ่นเคืองใจและตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจากนี้จะไม่มีวันช่วยเหลือใครอีก และจะหาทางฉีกหน้ากากของพ่อธามให้ได้!

 

Act Value: ในองค์นี้เราจะเห็นพัฒนาการของขุนพลว่า เปลี่ยนจากเด็กผู้ชายธรรมดาที่มีครอบครัวแสนสุข (Act Value+) ให้กลายไปเป็นเด็กกำพร้า และมีปมในใจ พร้อมกับเป้าหมายและแรงปรารถนาที่รุนแรง (Act Value-)

 

 

องค์ที่ 2 (Developing)

ขุนพลกลายเป็นเจ้าของห้างชั้นนำของประเทศด้วยวัยสามสิบสี่ปี เขาทั้งฉลาด หล่อ รวย เย่อหยิ่ง (Value+) และจะมีความสุขมากๆ ถ้าได้เห็นคนมาคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนเขาให้ช่วยเหลือ แล้วเขาได้ปฏิเสธ
วันหนึ่งซึ่งเป็นวันครบรอบวันตายของพ่อกับแม่ เขาจะไปไว้อาลัยบริเวณสถานที่เกิดเหตุ แต่พอไปถึงเขาดันทำกระเป๋าตังค์หล่น มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ลิลลา หญิงสาววัยสามสิบเก็บมาส่งให้ (Value+) ขุนพลมองเธอแล้วอคติในใจ จึงดูถูกว่าเธอหาโอกาสเพื่อจะได้มาใกล้ชิดเขา หรือช่วยเขาเพราอยากได้ของตอบแทน ลิลลาเลยถามว่า เขามีความสุขรึเปล่าที่ได้พูดจาทำร้ายคนอื่น แล้วซ้ำไปว่า เธอสงสารเขามาก เขาคงเหงาน่าดู ถึงได้พยายามกีดกันคนอื่นๆ ออกจากชีวิตตัวเองขนาดนี้ ขุนพลโกรธมากที่ถูกต่อว่า เลยบอกไปลิลลาไปว่า คนเราช่วยเหลือกันเพราะต้องการผลประโยชน์ตอบแทนทั้งนั้นแหละ ลิลลาเลยสวนกลับไปว่า คนส่วนใหญ่ไม่คิดอย่างนั้นหรอก อย่างน้อยก็พ่อของหมวดธาม ที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือพ่อของเธอ แม้จะช่วยไม่ได้ก็ตามที ขุนพลเลยรู้ว่าลิลลาเป็นลูกของคนที่พ่อของเขาจะช่วย และเป็นลูกของตัวต้นเหตุที่ทำให้พ่อกับแม่ของเขาต้องตาย เขาเลยบอกเธอไปว่า เขาคือลูกชายของคนร้ายที่ฆ่าพ่อเธอ! ลิลลาตกใจมาก! (Value-)

 

เพราะความโกรธแค้น ทำให้ขุนพลพาตัวเองไปอยู่ใกล้กับลิลลาเพื่อจะกดดันให้เธอรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่า หรือสติแตกจนหลุดด่าว่าเขา เขาทำให้เธอตกงาน เพื่อจะได้มาของานเขาทำ แล้วเขาจะได้ปฏิเสธ แล้วก็ทำให้บ้านของลิลลาจะถูกยึดเพื่อเธอจะได้มาขอร้องให้เขาช่วยเหลือด้านการเงิน แต่ลิลลาก็ไม่ร้องไห้คร่ำครวญหรือด่าว่าเขาเลย มิหนำซ้ำยังมีธามมาคอยดูแลเอาใจใส่ ทำเอาเขาโมโห (Value-) ในที่สุดขุนพลเลยใช้เล่ห์กลเพื่อดึงให้ลิลลามาทำงานกับเขาด้วยจนได้ แล้วคอยกดดัน ตอกย้ำว่า ต้องมาทำงานกับลูกฆาตกรแบบเขา มาขอรับการช่วยเหลือแบบนี้ รู้สึกดีไหมล่ะ แล้วก็คอยหาเรื่องลดขั้นลิลลาลงเรื่อยๆ ทำให้ลิลลาเสียชื่อเสียงจนเพื่อนร่วมงานรังเกียจ แต่ขณะเดียวกัน ขุนพลก็เริ่มซึมซับมุมมองด้านบวกของลิลลาไปเรื่อยๆ จนตกหลุมรักเธอโดยไม่รู้ตัว (Value+)

 

ทางด้านพ่อของธาม ขุนพลยังคงให้คนไปตามสืบดู แต่ไม่เคยพบพิรุธใดๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง หมวดธามไปตามจับแก้งค์ค้ายาได้ แล้วชื่อของพ่อของเขาก็หลุดออกมาจากปากคนร้าย ก่อนที่คนร้ายคนนั้นจะถูกบุคคลปริศนาจับแขวนคอตายในคุก ข่าวนี้รั่วมาถึงหูของขุนพล ขุนพลยินดีที่ได้รู้เบาะแสที่จะขุดคุ้ยอดีตพ่อของธาม (Value+) เลยไปตามสืบจนได้รู้ความจริงว่า ที่แท้พ่อของธามเป็นตัวการใหญ่ค้ายาเสพติด ขุนพลตั้งใจจะเปิดโปง แต่ถูกพ่อของธามดัดหลัง และทำให้เขาต้องตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง (Value-) ขุนพลที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายได้รับความช่วยเหลือจากธามกับลิลลา ยิ่งทำให้เขารู้สึกขัดแย้งในตัวเองมากขึ้น และตกหลุมรักลิลลามากขึ้นด้วย (Value+)

 

ในขณะที่ขุนพลเองหาหลักฐานในการเอาผิดพ่อของธามได้ ด้านธามก็ช่วยเหลือจนสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของขุนพลได้เช่นกัน (Value+) ทำให้ขุนพลต้องเก็บหลักฐานของตัวเองไว้ก่อน เขารู้สึกว่าธามมาช่วยด้วยความจริงใจ ทำให้ไม่กล้าที่จะบอกความจริงเรื่องพ่อของธามให้เจ้าตัวฟัง เพราะธามยกย่องพ่อมากจนถึงขั้นมาเป็นตำรวจก็เพราะเหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้น (Value-) แต่แล้ววันหนึ่ง ทุกคนก็ได้เจอกับพ่อของลิลลาที่ศพหายสาบสูญไป ปรากฏว่ายังมีชีวิตและความจำเสื่อม ทำให้ไม่รู้ตัวว่า จริงๆ แล้วตัวเองเป็นสายให้ตำรวจในครั้งนั้น ลิลลากับพ่อกลายเป็นเป้าหมายของพ่อของธามในทันที (Value- -) ขุนพลจึงตัดสินใจที่จะช่วยเหลือลิลลากับพ่อด้วยการปล่อยอดีตให้ผ่านไป แล้วจะส่งคืนหลักฐานทั้งหมดให้กับพ่อของธาม แต่ในวันที่นัดเจอ พ่อของธามซ้อนแผน ขโมยหลักฐานและจัดฉากให้เหมือนกับขุนพลเป็นคนฆ่าพ่อของลิลลาตาย! ส่วนตัวเขาเองเป็นคนมาช่วยเหลือ เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมกับในอดีต ธามมาเห็น ลิลลามาเห็น ขุนพลตกอยู่ในสถานการณ์มืดมนที่สุดในชีวิต

 

Act Value: จากองค์นี้จะเห็นว่าเริ่มองค์ ขุนพลมีฐานะที่ดี มีชีวิตที่สบาย (Act Value+) มีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องนัก แต่พอดำเนินเรื่องผ่าน Value ย่อยหลายๆ ครั้ง ขุนพลเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งสภาพภายนอกที่เริ่มลำบากขึ้น และภายในจิตใจของเขาก็ยิ่งมีความขัดแย้งเพราะต้องการการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นด้วย (Act Value-)

 


องค์ที่ 3 (Ending)

 

ขุนพลติดคุก ข่าวถูกกระพือโหมอีกครั้ง ว่าเขาเป็นฆาตกรกันทั้งตระกูล และพ่อของธามกับธามก็ได้รับการยกย่องแทน (Value-) และจะมีการจัดมอบรางวัลให้พ่อของธามเป็นคนดีของแผ่นดิน! ธามเองรู้สึกตงิดใจไม่น้อยเลยตามสืบจนรู้ความจริงว่าพ่อของเขาเป็นตัวการทั้งหมด เลยไปถามขุนพลจนขุนพลยอมปริปาก บอกว่าความจริงในอดีตคือ พ่อของลิลลาเป็นสายให้ตำรวจ ส่วนพ่อของธามคือคนค้ายาที่ต้องการจะปิดปากสาย แต่พอดี พ่อกับแม่ของเขาที่กำลังจะไปงานเลี้ยงมาเห็นเข้า พ่อเลยลงไปช่วย เกิดการต่อสู้ แม่ของขุนพลถูกยิงจนตาย พ่อของเขาก็ถูกยิงจนตกน้ำ ส่วนพ่อของลิลลานั้น ทีแรกพ่อของธามคงคิดว่าตายแล้วเหมือนกัน เขาเลยกุเรื่องขึ้นมาว่าตัวเองเป็นฮีโร่ ธามได้ฟังก็ช็อกไป ถามว่าขุนพลรู้ได้ยังไง แต่ขุนพลไม่ตอบ ขุนพลถามกลับว่า รู้ความจริงแล้ว ถ้าจะไม่ช่วยเขาก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคนเราจะช่วยเหลือคนอื่นให้ตัวเองเดือดร้อนทำไม ธามไม่ตอบคำถามนั้น (Value- -)

 

ในวันงานแจกรางวัล ระหว่างที่พ่อของธามขึ้นอวดอ้างความดีของตัวเองบนเวที และมีลิลลาเป็นคนเชิญรางวัล บนจอด้านหลังก็ฉายภาพเหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งภาพๆ นี้ เป็นภาพที่แม่ของเขาส่งเข้าโทรศัพท์ของเขาเมื่อตอนเด็ก และเขาไม่เคยเปิดดูมันมาก่อนเลย จนกระทั่งพ่อของลิลลากลับมา และบอกก่อนตายว่าเห็นแม่ของเขาถ่ายคลิปเอาไว้ สร้างความแตกตื่นให้กับสื่อมวลชน ขุนพลก้าวออกมาจากหลังเวทีแล้วเปิดโปงตัวคนร้ายที่แท้จริง (Value+) พ่อของธามจะหนี แต่ธามสั่งกองกำลังตำรวจล้อมสถานที่แล้ว พ่อของธามเลยจับลิลลาเป็นตัวประกัน (Value-)

 

ทั้งขุนพลและธามพากันไปช่วยเหลือลิลลามาได้ ธามบาดเจ็บเพราะถูกกระสุนที่พ่อยิงมา พ่อของเขาเองก็โดนกระสุนจนบาดเจ็บเช่นกัน พ่อของธามหนีกระเสือกกระสนไปจนจนมุมโดยมีขุนพลตามไล่ล่า พ่อของธามยั่วยุขุนพลให้ฆ่าเขา เพราะอยากจะดึงขุนพลให้ต่ำลง ขุนพลโกรธมาก (Value- – -) อยากจะฆ่าจนมือสั่น แต่ขุนพลนึกถึงคำพูดของลิลลาขึ้นมาได้ในวันที่เจอกันครั้งแรก เลยบอกพ่อของธามไปว่า พ่อของธามคงรู้สึกเหงาและรู้สึกแย่กับตัวเองมากที่ทำไม่ดีมาเยอะ เลยไม่เคยมีความเมตตาให้ใครเลยสักครั้ง แต่สำหรับตัวของขุนพลเอง รู้แล้วว่า ทำไมพ่อกับแม่ถึงสอนให้ช่วยเหลือคนอื่น เพราะการช่วยเหลือ มันคือการเชื่อมโยงคนให้รู้จักที่จะรักคน แต่การไม่ช่วยอะไรใคร คนๆ นั้นจะไม่มีวันได้รักใครได้ แม้กระทั่งตัวเอง (value+++) วันนี้เขาเลยอยากจะขอร้องให้พ่อของธามแสดงความรักออกมาสักครั้ง ยอมมอบตัว เพื่อไม่ให้ธามต้องเป็นคนจับพ่อตัวเองเข้าคุก หรือจะฆ่าเขาเหมือนที่เคยทำกับพ่อกับแม่เขา และพ่อของลิลลาก็แล้วแต่ จากนั้นขุนพลก็เดินกลับ พ่อของธามหยิบปืนเล็งไปทางขุนพล น้ำตาไหล แล้วบอกว่า มันมีอีกวิธีที่ธามจะไม่ต้องจับเขาเข้าคุก เสียงปืนดังปัง! ขุนพลหันกลับ ก็เห็นพ่อของธามยิงตัวเองตายฟุบจมกองเลือด ขุนพลสะเทือนใจ แต่ทุกอย่างก็ได้รับการคลี่คลายตามที่ควรจะเป็น (Value++) <<< ตรงนี้คือไคลแมกซ์นะครับ

 

ส่วนต่อไปนี้คือส่วนของบทสรุป โดยส่วนใหญ่แล้วควรจะมีเพื่อเป็นการผ่อนอารมณ์ที่พีคที่สุดของเรื่องราวให้ลงมาก่อนจะปิดจบอย่างสวยงาม >>> สังคมได้รับรู้ความจริงและยกย่องพ่อกับแม่ของขุนพล หมวดธามขอลาออกจากราชการ ส่วนขุนพลก็สลัดความกลัวที่จะปิดกั้นตัวเองออก เพราะเขารักลิลลา และอยากจะเริ่มต้นกับเธอแบบถูกต้อง ซึ่งลิลลาก็ยอมรับในการตัดสินใจนั้น Happy Ending  (Value+)

 

Act Value: ในองค์สุดท้ายนี้ จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง Act Value จากตอนต้นที่เป็น Act Value- ขุนพลติดคุก ตกที่นั่งลำบาก กลายเป็น Act Value+ ปมเรื่องทั้งหมดคลี่คลาย มีการปรับความเข้าใจทุกอย่าง และตัวละครหลักของเขาก็ได้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง (จากเด็กเกเร กลายเป็น ผู้ชายที่เห็นแก่ตัว แล้วกลายเป็น ผู้ชายที่เข้าใจโลก และยอมรับความเป็นมนุษย์ของคนอื่น) พร้อมกับขมวดแก่นของเรื่องไว้ที่จุดไคลแมกซ์ด้วย และถ้าสังเกตกันดีๆ อีกนิด จะเห็นว่า โทรศัพท์ที่ใช้ในองค์แรก ยังถูกนำมาใช้ในองค์สุดท้าย เปรียบเสมือนกับคำสอนของพ่อกับแม่ที่คอยปกป้องและคุ้มครองขุนพลนั่นเอง

 

 

ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามายาวเหยียดมาก็คือเรื่องขององค์ครับ สนุกไหม? (ฮ่า ฮ่า) โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า มันเป็นอีกกลวิธีหนึ่งในการสร้างเรื่องเล่าให้ทรงพลังดีนะครับ แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้ใช้ก็เถอะ (แหม ก็มันไม่เข้ากับนิสัยการเขียนของผมนี่นา ฮ่า ฮ่า) เอาเป็นว่า ใครถนัดใช้ก็ลองนำไปใช้ดูนะครับ แต่ถ้าใครไม่ถนัด ก็อ่านไว้ประดับความรู้ละกันเนาะ

 

แล้วเจอกันในโปรเจ็คหน้าครับ “เขียนนิยายรักยังไงดี!”

 

ขอให้เขียนนิยายให้สนุกนะครับ

-ณนณ-