www.go2writer.com

วิธีจัดการให้ตัวเองเขียนนิยายให้เสร็จ


 

เวลาประมาณเก้านาฬิกา ภายในห้องเรียน ครูสาวใหญ่ยังไม่ได้แต่งงาน สวมชุดสุดเนี้ยบ ยืนตัวตรงแน่วหน้ากระดานดำ สายตาคู่คมเฉี่ยวเหมือนเหยี่ยวล่าเหยื่อกำลังกวาดมองรอบๆ ห้องที่บรรจุนักเรียนจำนวนสามสิบกว่าชีวิตซึ่งอาจจะกระทำผิดต่อกฎเกณฑ์อันเคร่งครัด

 

นักเรียนชายหญิงล้วนมีสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความกังวลประจำโต๊ะไม้ของตัวเอง โต๊ะซึ่งจารึกประวัติศาสตร์อันยาวนานจากรุ่นพี่รุ่นก่อนๆ ผู้มาดหมายจะประกาศพงศาวดารชีวิตและอารมณ์ศิลปินผ่านรูปวาดและคำคมให้คงอยู่คู่ฟ้าไปจนโลกสิ้นมลาย (หรืออย่างน้อยก็จนกว่าโต๊ะจะพัง) ทุกสายตาจับจ้องแผ่นกระดาษข้อสอบของตัวเองราวกับกำลังเจอสิ่งลึกลับที่ยากจะเข้าใจได้ ความเครียดแผ่ขยายปกคลุมเหมือนม่านอากาศหนาของทะเลหมอก บางคนใช้ฟันขาวสะอาดกัดยางลบบนหัวดินสอ มีคนเอามือยีหัวบ้าคลั่งราวกับถูกเหากัด มีคนแทะเล็บตัวเองอย่างเอร็ดอร่อย และก็มีคนที่นอนหลับน้ำลายไหลยืด แลคล้ายเวิ้งน้ำตกไนแองกาล่า

 

เด็กชายเลขที่ ๑๘ กำลังก้มหน้าก้มตา เขย่าขารัวๆ ขยุกขยิกเขียนข้อสอบ ไม่สนใจ (ตึ๊ด) เหวอะไรเลย ราวกับว่ามือของเขามีชีวิต มีมันสมอง

 

เวลาผ่านไป ๒๐ นาที เด็กชายลุกพรวด รวบปากกาดินสอไว้ในอุ้งมือน้อยๆ ที่อาจจะยิ่งใหญ่ในอนาคต แล้วหยิบกระดาษข้อสอบพร้อมคำตอบ ก้าวอาดๆ ไปส่งให้ครูที่ยืนมองด้วยความทึ่งว่า (ตึ๊ด) จะทำข้อสอบเร็วไปไหนยะ! แต่เด็กชายไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว เพราะนอกห้องสอบนั้น มีหนังสือการ์ตูนที่เขาอ่านค้างไว้ถึงตอนสำคัญ!!

 

เอาล่ะครับ เด็กชายคนนั้นคือผมเอง (ฮ่า ฮ่า)

 

จากที่เล่าไป คุณคงพอจะเห็นแล้วว่า ผมเป็นคนขี้เบื่อขนาดไหน การจะจับให้ผมนั่งอยู่กับที่นานๆ นั้นช่างยากเย็นยิ่งนัก ซึ่งอาการเหล่านี้ควรจะหายไปตามช่วงวัยใช่ไหมครับ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นความเข้าใจผิดอย่างแรง ผมยังเป็นคนขี้เบื่ออยู่ดี และการเขียนนิยายก็ไม่น่าจะเข้าคู่กันได้เลยกับคนแบบผม

 

ทว่าโลกนี้ชอบความตลกครับ เรื่องตลกก็คือ คนที่ขี้เบื่อที่สุดในโลกคนหนึ่ง กลับต้องมานั่งเขียนนิยาย (ซะงั้น!)

 

แล้วผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟังทำไมน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่า มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคนิคต่อไปนี้ที่ผมกำลังจะนำเสนอคุณน่ะสิ

 

 

 

 

เขียนนิยายไม่ออก (โว้ย)! ปัญหาคับใจของนักเขียนฝึกหัด

 

สำหรับนักเขียนบางคน การเรียงร้อยเรื่องราวและสาธยายจินตนาการชนิดคำต่อคำ ช่างเป็นเรื่องง่ายดายจนน่าอิจฉา เพียงแค่เขาหยิบปากกา (หรือเปิดคอมพิวเตอร์) สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหัวของเขาก็พรั่งพรูออกมาเหมือนแม่น้ำคงคาไหลจากเทือกเขาหิมาลัย (ต้องอลังการปานนั้น?) จนนักเขียนธรรมดาสามัญอย่างผมได้แต่นึกอิจฉาในความอัจฉริยะ เพราะตัวเองน่ะอยากเขียน แต่เขียนไม่ออกซักกะคำ และผมก็เชื่อว่า มีนักเขียนฝึกหัดหลายๆ คนที่ครั้งหนึ่งในชีวิต เคย รู้สึกอย่างเดียวกับผมนี่แหละ

 

บางคนอาจจะกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ด้วยซ้ำ

 

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนที่อยากเขียนนิยายมากๆ เขียนมันไม่ออก เป็นเพราะเราพยายามมากเกินไปทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่ การเขียนนิยายจึงไม่ต่างอะไรกับการถูกจับโยนลงสู่โคลอสเซียมให้ปะทะกับสิงโตหิวโซที่มุ่งมั่นจะเขมือบเราลงท้องตลอดเวลา นี่นับแค่เฉพาะตอนทำงานนะ ยังไม่นับรวมความกังวลอีกล้านแปด ไม่ว่าจะเป็น ฉันจะเขียนออกมาดีไหม จะมีคนอ่านรึเปล่า เขาอ่านแล้วเขาจะด่าหรือจะชม ฉันรู้สึกไม่มั่นใจในข้อมูลของตัวเองเลย ภาษาฉันห่วยแตก ตัวละครฉันบัดซบ บลา บลา บลา ทำให้เวลาลงมือเขียนเราจึงเก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูก อาการแบบนี้เป็นอาการที่ไม่ดีครับ ขืนปล่อยไว้นานๆ คงต้องเลิกเป็นนักเขียนเข้าสักวัน

 

มันเลยทำให้ผมนึกถึงตอนเข้าห้องสอบครับ ในตอนนั้น ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนขี้เบื่อมากๆ แต่ในห้องสอบผมกลับมีสมาธิจดจ่อกับแบบทดสอบตรงหน้าโดยไม่วอกแวกไปคิดถึงสิ่งอื่นเลยจนกว่าจะทำข้อสอบเสร็จ พร้อมกับผลลัพธ์ในระดับที่ยอมรับได้ ผมไม่เคยเว้นว่างคำตอบแม้แต่ข้อเดียว และทุกๆ ข้อที่เป็นข้อเขียน ผมจะงัดทุกอย่างในหัวออกมาเขียนจนหมด และเขียนได้ยาวมากด้วย

 

คำถามคือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

 

ผมคิดว่าเวลาจะสอบ ผมมีการเตรียมตัวล่วงหน้าค่อนข้างดีครับ ผมจะอ่านหนังสือ สะสมข้อมูลในหัวมากพอ และคาดเดาได้ว่าจะต้องเจอกับคำถามอะไรบ้าง

 

จุดนี้เองที่ทำให้ผมคิดว่าน่าจะเอามาใช้แก้ปัญหาเขียนนิยายไม่ออกได้ และเมื่อทดลองดูก็พบว่า วิธีการนี้ ได้ผลจริง

 

แล้วจะรอช้าทำไม มาดูขั้นตอนกันดีกว่าครับ

 

 

 

แก้ปัญหาเขียนนิยายไม่ออก

 

ขั้นตอนที่ ๑ การเตรียมตัว

 

การเตรียมตัวเป็นเรื่องสำคัญครับ สำคัญอันดับหนึ่งเลยสำหรับการทำงานทุกอย่าง เหมือนที่เขาว่าไว้ไงครับ คนที่ประสบความสำเร็จมักจะใช้เวลากับการคิดและเตรียมตัวมากกว่าการลงมือทำ

 

ผมเป็นคนที่เขียนนิยายแบบไม่ชอบร่างพล็อตไว้ก่อน อย่างเก่งสุดจะมีแค่ภาพตอนจบในหัว แต่ระหว่างนั้นผมมารู้ตอนที่เขียนนั่นแหละ ซึ่งถ้าเขียนไปอัพบล็อกไป ก็แสดงว่าผมรู้เรื่องก่อนคนอ่านไม่กี่วัน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเห็นภาพทั้งหมดแจ่มกระจ่าง ผมจะโยนเรื่องนั้นทิ้งแล้วไม่เขียนมันอีก ก็มันไม่มีอะไรน่าค้นหาสำหรับผมแล้วนี่ ฉะนั้น ก่อนจะลงมือเขียน ผมจึงร่างพล็อตไม่ได้ แต่ถึงร่างพล็อตไม่ได้ ผมก็ยังต้องเตรียมพร้อมในด้านข้อมูลให้ดี

 

ข้อมูลที่ว่าคือ ข้อมูลที่เอาไว้ใช้สร้างเรื่องราว

 

หากจะเขียนฉากที่ต้องอ้างอิงความรู้ ผมก็จะเปิดอินเตอร์เน็ต ค้นหนังสือ ศึกษาข้อมูลที่ว่านั่นให้ครบถ้วนก่อน เอาความรู้เหล่านั้นมากองรวมๆ กันไว้ในสมอง และถ้าเป็นฉากธรรมดาๆ ที่ไม่ต้องอ้างอิง ก็ต้องตระเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเขียน ฉาก สถานที่ เวลา บุคลิกของตัวละครแต่ละตัว เป้าหมายที่ตัวละครต้องการ และปัญหาที่เกิดขึ้น

 

เมื่อข้อมูลทั้งหมดอยู่ในหัวอย่างถี่ถ้วนและมั่นใจแล้ว เวลาไปนั่งเขียนนิยาย ก็จะสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

 

 

ขั้นตอนที่ ๒ จับเวลาเขียน

 

ขั้นตอนนี้อาจจะฟังดูโหดร้ายสักหน่อย แต่เวลาผมเขียนสิ่งใดก็ตาม ผมจำเป็นต้องมีนาฬิกาจับเวลาตั้งไว้ข้างๆ ครับ กำหนดเวลาที่ต้องทำงานให้เสร็จ เหมือนการสอบเป๊ะๆ

 

วิธีพิลึกๆ นี้จะช่วยให้มีสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้าได้เป็นอย่างดี มันทำให้เราตัดความกังวลและความกลัวว่า จะเขียนไม่ได้ จะเขียนห่วย จะเขียนแย่ ออกไปจากหัวใจ จดจ่อมุ่งมั่นแค่ว่า ต้องเขียนให้ดีที่สุดในช่วงเวลาที่กำหนด อีกอย่าง วิธีนี้เป็นการบังคับให้เราต้องเขียน แม้รู้สึกไม่พร้อมก็ตาม ซึ่งจากหนังสือที่ผมเคยอ่านบอกว่า จริงๆ แล้วคนเราจะไม่นิ่งในตอนทำงานช่วงแรกๆ แต่พอผ่านพ้นไปได้สักประมาณห้าหรือสิบนาที เราจะเริ่มสงบและจดจ่อกับสิ่งๆ นั้นมากขึ้น และผมก็เห็นด้วย

 

แต่สิ่งที่ต้องตระหนักไว้มากๆ คือ คุณต้องกะเวลาให้ถูกว่าคุณเหมาะสมกับเวลาประมาณเท่าไหร่ จากนั้นให้ลดลงมาประมาณ ๕-๑๐ นาทีจากที่คิดว่าจะทำได้ เช่น ถ้าคิดว่าตัวเองจะนั่งนานๆ ได้ประมาณ ๑ ชั่วโมง คุณก็จับเวลาไว้ที่ ๕๐ นาทีแทน เพื่ออะไร ก็เพื่อหลอกให้สมองคิดว่า โอ๊ย มันง่ายแค่นี้เอง ฉันทำได้อยู่แล้ว

 

การใช้เวลามากเกิน จะส่งผลให้เราเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และขี้เกียจที่จะทำในคราวต่อไป ส่วนการใช้เวลาน้อยเกิน เสียงนาฬิกาอาจจะดังขัดสมาธิตอนที่เรากำลังลื่นไหลอย่างสุดๆ ได้เช่นกัน จึงต้องถามใจตัวเองจริงจังว่า ตกลงเราเหมาะสมกับเวลาเท่าไหร่กันแน่

 

ส่วนตัวของผมเริ่มวิธีนี้ด้วยเวลาครึ่งชั่วโมงครับ ครึ่งชั่วโมงก็เขียนได้ประมาณหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่นิดๆ (จะเห็นว่าผมเขียนช้ามากเมื่อเทียบกับนักเขียนคนอื่น) แต่ถ้ามากกว่านี้ก็ไม่ไหว จากนั้นพอเริ่มคุ้นชิน ก็ขยับเป็น ๔๕ นาที และ ๑ ชั่วโมงตามลำดับ

 

 

 

ขั้นตอนที่ ๓ การพักผ่อน

 

ขั้นตอนนี้คุณจะข้ามไปไม่ได้เลยครับ เมื่อทำงานเสร็จแล้วคุณจำเป็นต้องพักผ่อน ต่อให้งานที่ว่านั้นจะเป็นงานอดิเรกเพื่อความบันเทิงก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อให้เราคลานกลับมาจากโลกแห่งจินตนาการทั้งกายและใจ และมองดูมันจากที่ไกลๆ แทน

 

การจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำมากเกินไป จะทำให้คุณมองไม่เห็นภาพรวม มันจะทำให้เห็นแต่รายละเอียดยิบย่อย แล้วคุณจะกลายเป็นคนจู้จี้จุกจิกกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ซึ่งไม่ดีเลย เพราะจะทำให้เกิดการยึดมั่นถือมั่น

 

นักเขียนฝึกหัดหลายคนจมอยู่กับนิยายของตัวเองวันแล้ววันเล่า เป็นปีๆ โดยไม่ยอมถอนตัวออกจากจินตนาการบ้าง สุดท้ายก็เขียนนิยายไม่สำเร็จ เพราะรู้สึกว่าอะไรๆ ก็สำคัญไปหมด แล้วเกิดความกลัว ความกังวล ไม่กล้าลงมือทำ

 

แต่ถ้าคุณไม่ลงมือทำ คุณก็ไม่มีผลงานไง

 

เราจึงจำเป็นต้องถอนตัวออกมาในช่วงเวลาพัก อย่าเพ้อ อย่าคิดว่าการอินตลอดเวลาเป็นเรื่องที่นักเขียนทุกคนต้องทำ ไม่ใช่เลยครับ เราต้องใช้ชีวิตกับคนจริงๆ ด้วยนะ เพื่อเวลาย้อนมองนิยายตัวเองดูก็จะพบว่า อ๋อ สิ่งนี้ก็แค่นิยายเรื่องหนึ่งนี่แหละ อย่าไปเยอะกับตัวเอง อย่าไปกดดันกับตัวเองให้มากนัก ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในขณะนั้นก็พอ การตอกย้ำว่าตัวเองแย่ ฝีมือห่วยแตกทุกวี่ทุกวันมีแต่จะทำให้คุณเครียดเสียเปล่าๆ ทำไมไม่บอกตัวเองบ้างล่ะว่า เฮ้ย ฉันทำดีแล้ว ดีเท่าที่ฉันจะทำได้แล้ว ความรู้ ความสามารถระดับนี้ ฉันทำจนสุดมือแล้ว และเพราะฉันทำทุกอย่างอย่างเต็มที่นี่แหละ ฝีมือของฉันจะยิ่งดีขึ้น ฉันจะยิ่งพัฒนาขึ้นในทุกๆ วัน

 

 

 

 

จาก ๓ ขั้นตอนที่กล่าวมา หากลองนำไปใช้ คุณจะพบว่าช่วยแก้ไขปัญหาการเขียนนิยายไม่ออกได้เยอะมาก

 

ทริคเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยที่ผมจะแนะนำ – อันที่จริงแล้วการจับเวลานั้นสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกขั้นตอนนะครับ โดยเฉพาะการค้นคว้า หากคุณไม่กำหนดเวลาเพื่อศึกษาหาข้อมูล คุณก็มีแนวโน้มจะไหลไปเรื่อยๆ อ่านเล่มนี้ แล้วก็ไปอ่านอีกเล่ม อีกเล่ม อีกเล่ม ไม่ยอมหยุด แต่ถ้าคุณกำหนดเวลาเอาไว้ สมองจะทำการค้นหาเฉพาะข้อมูลที่คุณต้องการเท่าที่จำเป็น

 

ขอให้สนุกกับการเขียนนิยายครับ

 

-ณนณ-