www.go2writer.com

เจาะลึก: ทำไมต้อง Show don’t tell

 


 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนอันแสนไกล ไกล๊ ไกล ยังมีเจ้าชายหนุ่มรูปงามขี่ม้าสามศอกสีขาวสะอาดสะอ้านราวกับปุยเมฆ ท่องไปในป่าอันลึกลับเพื่อกลับพระราชวังหลังจากดูหนังเรื่อง The Space between us ที่โรงหนังต่างเมืองจบ แต่ระหว่างทาง เจ้าชายปวดฉี่จนแทบกลั้นไม่อยู่ พอดีที่เห็นหอคอยร้างแห่งหนึ่งซุกซ่อนตัวในดงป่า จึงแวะไปเข้าห้องน้ำ ครั้นทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เจ้าชายก็นึกสงสัยว่า หอคอยอะไรทำไมมาตั้งอยู่กลางป่าแบบนี้ ต้องมีอะไรซ่อนไว้แน่ๆ เลยพับผ่า! เลยตัดสินใจเดินตามบันไดเวียนไปจนถึงห้องชั้นบนสุด ที่นั่น เจ้าชายก็ได้พบหญิงสาวแสนสวยสะคราญนอนหลับใหลบนเตียงนอนหรูหรา ผมสีน้ำตาลเป็นประกายขับเน้นผิวขาวอมชมพู เปลือกตาสีอ่อน และริมฝีปากอวบอิ่มที่ทาลิปสติกสีนู้ดชวนให้หลงรัก เจ้าชายก้าวเข้าไปหาอย่างต้องมนต์สะกด นั่งข้างเตียง โน้มตัวใกล้ชิด กระซิบบอก

“นี่หล่อน! ลิปสีสวยดีนะยะ ของดิออร์รึเปล่าเนี่ย”

หญิงสาวได้ยินเสียงทุ้มห้าวที่พยายามดัดให้แหลมแล้วก็ลืมตาตื่น ทำตาเหลือกใส่เจ้าชายอย่างเซ็งๆ ก่อนจะถอนใจแรงๆ แล้วฉวยเอาแคตตาล็อกมิสทีนที่วางไว้บนหัวเตียงมาเสนอขายให้แก่เจ้าชาย

ลัลล้า

จบ

 

ผมเขียนอะไรครับเนี่ย! แล้วคุณอ่านอะไรกันครับเนี่ย! (ฮ่า ฮ่า)

วันนี้ผมจะมาชวนคุยเรื่อง Show don’t tell ครับ เคยเล่าแบบผ่านๆ ไปแล้วครั้งนึง แต่วันนี้จะมาคุยให้ละเอียดมากขึ้น มาดูกันดีกว่าครับว่า ทำไมการ “แสดง” และ “ห้ามบอก” จึงเป็นกฎทองของนักเขียนนิยาย

 

 

ทำไมต้องแสดง

นิทานด้านบนผมไม่ได้ บอก คุณเลยนะครับว่าเจ้าชายเป็นสาว แต่คุณคงรับรู้ได้ตั้งแต่ตอนที่เจ้าชายเรียกหญิงสาวว่า หล่อน พร้อมกับถามถึงลิปสติกดิออร์แล้วล่ะ (ฮ่า ฮ่า) และผมก็ไม่บอกซักคำว่า หญิงสาวเป็นคนยังไง และรู้สึกอะไรบ้าง แต่คุณคงจะพอเข้าใจเธอได้จากภาพที่ถูกวาดไว้

ตรงนี้สำคัญครับ

สมองคนเรามักจดจำและทำงานในระบบ ภาพ ครับ ยิ่งภาพชัดเจนก็ยิ่งประมวลได้ชัดแจ๋ว สมองจึงกระตือรือร้นไปกับภาพเสมอ

ดังนั้น หากคุณเขียนนิยายด้วยวิธีการสร้างภาพให้ชัดเจนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีมากเท่านั้น เพราะจะทำให้คนอ่านรู้สึกว่า เรื่องราวของคุณเป็นสิ่งที่จับต้องได้มากขึ้น

และวิธีการสร้างภาพแบบนั้นนั่นแหละครับ ที่เรียกว่า การแสดง (Show)

 

ยิ่งเห็นยิ่งเข้าใจ ยิ่งอธิบายยิ่งเซ็ง

ความน่าสนุกของนิยายคือการได้ทำความเข้าใจและตีความครับ แต่การบอกข้อมูลจะไปจำกัดจินตนาการส่วนนั้น ลองดูตัวอย่างนี้กัน

ถ้าคุณจะเขียนบทเลิฟซีนให้พระเอกจูบนางเอก (ตัวอย่างอีโรติกไปไหมเนี่ย ฮ่า ฮ่า) แล้วคุณเขียนแค่ “เขาจูบเธอ” มันก็คงเซ็งๆ จริงไหมครับ เพราะแม้ประโยคนี้จะเป็นการกระทำ แต่มันเป็นการกระทำที่ไม่ดึงอารมณ์คนอ่านเอาเสียเลย แล้วที่ว่าจูบเนี่ย จูบแบบไหน ยังไง ก็ไม่บอก

เขยิบขึ้นมาดูอีกขั้นครับ เขียนฉากจูบนี่แหละ แต่ถ้าลองเขียนว่า “เขาจูบเธอด้วยความรัก” หรือ “เขาจูบเธอด้วยรู้สึกทั้งรักทั้งแค้น” เป็นไงครับ ดีขึ้นบ้างเนาะ เริ่มมีอารมณ์ให้เห็นแล้วว่า เป็นการจูบแบบไหน แต่มันก็ยังเป็นการบอก ไม่ใช่การแสดงอยู่ดี มันก็เลย ไม่สุด

งั้นเราลองมาดูขั้นสุดกันดีกว่า

 

“เขาจูบเธอด้วยความรัก” >>> เขาประคองศีรษะเธอเบาๆ ค่อยๆ โน้มบรรจงประกบปากตนบนริมฝีปากอิ่ม แนบแน่น… ดื่มด่ำ… อ่อนโยน… รสหวานแผ่ซ่านชุ่มฉ่ำ ละมุนละไมละม้ายฟองเบียร์นุ่มนวล

แม้จะไม่บอกซ้ากคำว่าเป็นการจูบด้วยความรัก แต่จากวิธีทำก็พอจะเดาได้ว่าเขารู้สึกกับเธอยังไง ใช่ไหมครับ

 

“เขาจูบเธอด้วยความรู้สึกทั้งรักทั้งแค้น” >>> เขากระชากจนเธอถลาเข้าสู่อ้อมแขนแข็งแกร่งกำยำ กอดรัดหนาแน่นจนกายแนบกายชิด ปากต่อปากบดขยี้รุกเร้าจนร้อนผ่าว รุนแรง ดั่งจะทึ้งสติสัมปชัญญะของหญิงสาวให้ฉีกสะบั้น! ยิ่งดิ้นรนขัดขืนยิ่งปลุกให้สัตว์ร้ายในกายเขาฮึกเหิมลำพอง ระดมจูบดูดดื่มอย่างไม่กริ่งเกรงว่าอีกฝ่ายจะช้ำชอก สองมือบีบเค้นราวกับจะขยำให้แหลกคามือ ทว่า ภายใต้รสสวาทอันขมขื่น กลับมีรสหวานอ่อนแทรกซ่าน โลมเล้าให้หัวใจอ่อนยวบ

-หัวใจอ่อนๆ ในสัตว์ป่าดุร้าย!

พอเปลี่ยนการบอกเล่าธรรมดาเป็นการแสดงให้เห็น ภาพที่ปรากฏก็ชัดกว่า ดึงอารมณ์ได้ดีกว่า แม้จะยาวกว่าใจความเดิมไปสักหน่อย แต่ก็ถือว่าคุ้มนะครับ ว่าไหม

 

 

รูปแบบของการ แสดงให้เห็น

ผมจะแบ่งตามแบบของผมนี่ล่ะ ฮ่า ฮ่า จากประสบการณ์การอ่านการเขียนส่วนตัว พบว่า การแสดงให้เห็นนั้น แบ่งออกเป็น ๒ รูปแบบใหญ่ๆ

๑.เชิงการรับรู้จากประสาททั้งห้า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการเขียนบรรยาย

๒.เชิงการกระทำแทนความรู้สึก เป็นการเขียนไปตามการตอบสนองพื้นฐานของคนเรา เช่น แทนที่จะบอกตรงๆ ว่าไม่ชอบ ก็อาจจะหันหน้าหนีหรือปิดปากเงียบกว่าปกติ, แทนที่จะบอกว่าเขาช็อกแค่ไหนตอนได้กลิ่นตดของเธอ ก็อาจจะให้เขาผงะแล้วต้องกลั้นหายใจจนหน้าเขียวก็ได้!

สองรูปแบบนี้ แม้จะเป็นการแสดงให้เห็นเหมือนกัน (บางคนอาจคิดว่าแบบที่ ๑ คือการบอกเล่า ก็ไม่ว่ากันครับ แต่ตอนนี้แบ่งตามที่ผมอยากแบ่งก่อนเนาะ ฮ่า ฮ่า) แต่ข้อจำกัดในการใช้ค่อนข้างจะต่างกันสักเล็กน้อย

การแสดงให้เห็นเชิงการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า มักเป็นการโชว์ของนักเขียนเพื่อสร้างบรรยากาศแวดล้อมโดยรวม จะให้ภาพที่กว้างกว่าแต่ไม่ลึกเท่าไหร่ ในขณะที่การแสดงให้เห็นเชิงการกระทำแทนความรู้สึก อาจไม่ส่งเสริมบรรยากาศรวม แต่ก็มุ่งเน้นความลึกของตัวละครได้เป็นอย่างดี ทั้งสองรูปแบบนี้จึงควรใช้ควบคู่กัน อัตราส่วนก็แตกต่างกันไปตามแต่วัตถุประสงค์ของนักเขียน สมมุติ ถ้าคุณจะบรรยายอากาศหนาวบนดอย จะบรรยายยังไงครับ

 

๑.เช้าตรู่ ยอดภูชี้ฟ้าอุณหภูมิลดลงต่ำเหลือเพียง ๒ องศาเซลเซียส

๒.ดวงตะวันสีส้มทองยามอรุณเริ่มโผล่พ้นทะเลหมอกขาวโพลนขึ้นมาเรื่อยๆ แต่อากาศที่โอบกอดโดยรอบยังเย็นเฉียบจนหน้าชาไปหมด ขยับปากแทบไม่ได้ แม้จะหายใจ ก็มีแต่ไอควันสีขาวๆ พวยออกมาทางจมูกแทน

๓.เธอขยับไปนั่งจุมปุ๊กใต้แสงอรุณที่สาดส่อง กอดอกแน่น สั่นสะท้านกึกๆๆ แม้จะซุกอยู่ใต้โอเวอร์โค้ทผืนหนาหลายตัวจนแทบจะกลายเป็นลูกชิ้นปิงปองยักษ์ก็ไม่อบอุ่นขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว! ให้ตายเถอะ เธอไม่น่าบ้าผู้ชายจนยอมตามเขามาเที่ยวภูในฤดูที่การอาบน้ำเท่ากับการฆ่าตัวตายอย่างนี้เลย!!

 

จากตัวอย่างทั้งสามนี้ ไม่มีอะไรผิดหรือถูกครับ ขึ้นกับว่าคุณจะเอาไปใช้ในแง่ไหน เพราะฟีลลิ่งที่ได้ต่างกันมาก ในแบบ ๑ อ่านแล้วเหมือนอ่านบทความวิชาการหรือสารคดีมากกว่า ในขณะที่แบบ ๒ คุณจะได้เห็นภาพรวมทั้งหมดของความหนาวเย็น และแบบ ๓ คุณก็ได้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดจริงๆ ของตัวละครที่มีต่อความหนาวลึกกว่าสองแบบแรก การเลือกใช้ให้เหมาะสมจึงสำคัญยิ่ง

และถ้าคุณอยากจะผสมผสานทั้งสามตัวอย่างเข้าด้วยกันได้ ก็ไม่มีใครว่าอะไรคุณเป็นแน่

 

 

แสดงอย่างไรจึงจะสื่ออารมณ์ได้ถูกต้อง

ง่ายๆ เลยครับ… เอาตัวเองวัด!

นักเขียนที่ดีไม่ใช่สักแต่เขียนนะครับ แต่ต้องเป็นนักแสดงที่ดีด้วย อย่างน้อยก็ในหัวของตัวเองล่ะ ฮ่า ฮ่า (ถ้าไม่ลืมผมจะกลับมาพูดเรื่อง inner ของนักเขียนอีกที) คุณต้องลองเทียบเลยว่า ถ้าคุณเป็นตัวละครตัวนี้ เจอเหตุการณ์แบบนี้ คุณจะรู้สึกยังไง ตอบสนองยังไง แต่ถ้าจนแล้วจนรอดก็นึกไม่ออก ผมขอแนะนำให้คุณหากระจกบานใหญ่ๆ มาตั้งไว้ใกล้ๆ โต๊ะเขียนหนังสือของคุณครับ จากนั้นก็แอคติ้งให้สุดติ่งไปเลย (ฮา) ดู จำ สีหน้าท่าทาง แววตา กระบวนการแสดงออก และวิธีคิด แล้วค่อยเอาทั้งหมดทั้งมวลมาเขียน คุณจะเห็นถึงความแตกต่างที่มากขึ้นชัดเจน อย่างเช่น คนร้องไห้ด้วยเหตุผลต่างกัน ก็มีวิธีการร้องไห้ไม่เหมือนกัน ร้องไห้เพราะเสียใจก็อย่างนึง ร้องไห้เพราะโกรธแค้นก็อย่างนึง

จงแสดงให้เห็นจากข้างใน แล้วค่อยไปแสดงให้คนอ่านดู

 

หวังว่าบทนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจการใช้กฎ Show don’t tell มากขึ้นนะครับ แต่แค่อ่านและเข้าใจก็ไม่ช่วยอะไรมาก ถ้าคุณไม่ลงมือฝึกทำจริง อ่านจบแล้วอย่าลืมกลับไปเขียนนิยายกันนะครับ

 

รัก

-ณนณ-