Day 14 – ฝึกใช้คำอุปมาอุปไมย

Day 14 – ฝึกใช้คำอุปมาอุปไมย


Day 14 – ฝึกใช้คำอุปมาอุปไมย

.

เครื่องมือที่ทรงพลังอีกหนึ่งชิ้นของไรท์เตอร์

เป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยในการสร้างภาพจินตนาการให้แก่รีดเดอร์

และดึงดูดความสนใจได้อย่างอยู่หมัด ก็คือ

การใช้คำอุปมาอุปไมยครับ

.

การใช้คำอุปมาอุปไมยเนี่ย เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการสื่อสารของมนุษย์

มาช้านานแล้วนะครับ โดยผลการวินิจฉัยของ ณนณคอลเลจ (ฮ่า ฮ่า)

คาดว่าน่าจะมีมาตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีภาษาเป็นของตัวเองเลยด้วยซ้ำ (คุณพระ !) 

เพราะหน้าที่ของคำอุปมาอุปไมยมีเอาไว้เพื่อ

อธิบายเชิงเปรียบเทียบในสิ่งที่เข้าใจยาก ให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ

.

ยกตัวอย่างเช่น หากเราจะอธิบายให้ใครสักคนหนึ่งรู้ว่า

ผู้หญิงที่เราเพิ่งเจอมาเมื่อเช้า และเป็นคนที่เขาไม่รู้จัก สวยแค่ไหน

แล้วเราเล่าแค่ว่า เธอเป็นคนสวยมาก

สวยมากๆ สวยหยดย้อยจนชวนตะลึงไปเลย

แบบนี้ก็ไม่ก่อให้เกิดภาพในใจของคนฟังแน่ๆ ใช่ไหมครับ

แล้วคนฟังก็จะไม่เข้าถึงความรู้สึกที่เรามีด้วย

.

แต่ทีนี้ ถ้าเราลองเปลี่ยนมาใช้คำอุปมาอุปไมยเป็น

เธอสวยเหมือนกับนางฟ้านางสวรรค์

ถึงเพื่อนของเราจะไม่เคยเห็นนางฟ้ามาก่อน

เช่นเดียวกับที่ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนั้นมาก่อน

แต่เขาก็จะเริ่มมีมโนภาพของเธอในใจแล้วว่า

ผู้หญิงคนนั้นจะต้องเป็นคนสวยอ่อนหวาน ใจดี สงบๆ เยือกเย็น

มีรอยยิ้มนิดๆ มีออร่าหน่อยๆ ดูมีความสุขตลอดเวลา

แน่ ! มโนไปไกลขนาดนั้นเลยล่ะครับ

.

แล้วถ้าเราลองเปลี่ยนคำเปรียบเทียบเป็น

เธอสวยเหมือนนางมารร้าย ดูล่ะ

มโนภาพของเพื่อนเราก็จะเปลี่ยนครับ

แล้วภาพของผู้หญิงคนนั้นก็จะกลายเป็นคนสวยเปรี้ยว

สวยจี๊ดจ๊าด โฉบเฉี่ยว ทาปากแดง ทาตาดำ สูง หุ่นดี เซ็กซี่สุดๆ

ประมาณนั้นเลยนะเออ !

.

เพราะฉะนั้น ถ้าเพียงแต่คุณทราบวิธี

ใช้คำอุปมาอุปไมยที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้วล่ะก็

คุณจะสามารถเป็นไรท์เตอร์ผู้ทรงอิทธิพล

ต่อใจของรีดเดอร์ได้เลยล่ะครับ

.

และนี่คือเคล็ดลับที่ผมตั้งใจจะมาบอกโดยไม่กั๊ก

เป็นเคล็ดลับที่ผมใช้เอง ปกติไม่บอกใครง่ายๆ นะครับเนี่ย

พร้อมรึยังครับ

.

งั้นเรามาดูเคล็ดลับทั้ง 2 ข้อที่ผมพูดถึงกันดีกว่าเนาะ

.

1 จงอย่าใช้คำอุปมาอุปไมยที่ซ้ำซาก

.

การใช้คำเปรียบเทียบควรมีการสร้างสรรค์ให้แปลกใหม่เสมอครับ

มันมีเหตุผลว่า สมองคนเราเนี่ย เบื่อสิ่งที่จำเจครับ

ถ้าเห็นอะไรซ้ำๆ เดิมๆ มันจะมองข้าม

ไม่มีการจดจำใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ถ้าเป็นของแปลกใหม่ ไม่ว่าดีหรือไม่ดีก็ตาม

สมองของคนเราจะหยุดดูสิ่งนั้นก่อน

.

นักเล่าเรื่องที่รู้เท่าทันสมอง จึงเลือกเฟ้นอย่างมาก

ในการสร้างสรรค์คำอุปมาอุปไมยที่ไม่จำเจ

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ด้วยเหตุนี้หากคุณหลีกเลี่ยงได้ ผมแนะนำให้คุณ

อย่าเขียนคำอุปมาอุปไมยที่ซ้ำซากครับ

.

แต่อย่างไรก็ดี หากคุณจำเป็นต้องเขียนจริงๆ ล่ะก็

ผมก็ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า

ขอให้คุณเขียนให้เข้าถึงอารมณ์และโดดเด่นมากกว่า

.

ยกตัวอย่างคำอุปมาอุปไมยที่เฝือมากนะครับ เช่น 

“เขาใจร้อนเป็นไฟ” 

เป็นไงครับ ซ้ำซาก จำเจ มองผ่านๆ ไปเลย

ไม่มีอะไรให้ต้องจดจำ

.

แต่ถ้าคุณลองเพิ่มเติมให้มันลึกถึงอารมณ์มากขึ้นล่ะจะเป็นไง

“เขาใจร้อนเหมือนไฟ – ไฟร้อนร้ายบนเชิงตะกอน

ที่พร้อมเผาทุกชีวิตให้วอดวายกลายเป็นเถ้าธุลี!”

โอ้โห สุดๆ ไปเลยใช่ไหมครับ

ตราตรึงได้มากกว่าเยอะเลยทีเดียว

.

2 เปรียบเทียบกับสิ่งใกล้ตัว

.

สำหรับผมนะ ผมชอบเปรียบเทียบกับของกิน

เพราะคิดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวคนทุกคน

(แต่ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องหันมาเปรียบเทียบกับของกินเหมือนผมเน่อ)

และผลที่ได้รับกลับมาคือ คนส่วนใหญ่จะจำได้

.

ยกตัวอย่างเช่นฉากสำคัญฉากหนึ่งในนิยายที่ผมเขียน

เป็นเรื่องเกี่ยวกับพญานาคครับ แล้วในฉากนั้น

ผมจะต้องเขียนถึงรถตู้ที่มีงูอัดอยู่ในนั้นเต็มคัน

ผมจึงเลือกใช้คำอุปมาอุปไมยไว้ว่า

.

“…งูตัวเลื่อมมันหลากหลายขนาดเลื้อยพันถมทับ

อัดแน่นภายในรถตู้คันนั้น

สภาพเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขึ้นอืดในถ้วย…”

.

มันไม่ใช่คำอุปมาอุปไมยที่ดีที่สุดหรอกครับ

แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากฉากนี้ก็คือ รีดเดอร์ที่เคยอ่าน

จำช็อตนี้ได้ไม่ลืม แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่าสิบปีก็ตาม

.

และนี่แหละครับ คือเคล็ดลับในการใช้คำอุปมาอุปไมย

ที่จะทำให้คุณสร้างสรรค์นิยายสนุกๆ

และทำให้รีดเดอร์จดจำนิยายของคุณได้

แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่ปัญหา

ถ้ายังไง ลองนำไปใช้กันดูนะครับ 

 .

.

-ณนณ-