www.go2writer.com

Midnight Latte I – Girl


 

 

Midnight Latte
มหัศจรรย์รักกาแฟเที่ยงคืน

 

 

 1 Girl

 

 

เสียงดนตรีอ่อนหวานเบาสบายคลี่คลายอยู่ในบรรยากาศของคาเฟ่ขนาดเล็ก โดยไม่สนใจละอองละเอียดของสายฝนที่หล่นปรอยด้านนอก แม้จะเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว แต่ Pisces Café ยังคงเปิดไฟสว่างไสว คล้ายจะบอก ‘ยินดีต้อนรับ’ แก่ใครบางคนที่ผ่านมา ดวงไฟสีส้มจาง ๆ ชวนให้หัวใจเคลิบเคลิ้มและอบอุ่น ในขณะที่ผนังกระจกมีกระไอเย็นจับฝ้า และกลั่นเป็นพราวน้ำเกาะพร่างพราย

หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดร่างสูงโปร่ง สวมผ้ากันเปื้อน นั่งประจำหลังเคาน์เตอร์ เรือนผมยาวสีน้ำตาลเข้มมัดรวบเป็นทรงหางม้าต่ำ เผยดวงหน้าเนียน เกลี้ยงเกลา ไร้รอยเปื้อนของเครื่องสำอาง เว้นแต่ลิปกลอสที่เคลือบบางบนริมฝีปากอิ่ม เธอเท้าคางลงบนฝ่ามือ เอียงคอนิด ส่งขนมซินนามอนโรลสูตรใหม่ที่เพิ่งปรับสูตรเข้าปาก เคี้ยวหยับ ๆ และบอกตัวเองว่า สูตรนี้เข้ากันกับมิดไนท์ลาเต้ กาแฟตัวท็อปของร้านได้เป็นอย่างดีทีเดียว

มีนาแทบไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ว่าตัวเองจะกลายมาเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ถึงสามปีแล้ว สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชีวิตไม่มีความฝัน ไม่มีความหวังอันสูงส่ง แค่ทำงานไปวัน ๆ

ทุกอย่าง จึงเป็นเหมือนโชคชะตาจัดสรรมาให้…

เธอถูกนายจ้างลอยแพ พอจะมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง จึงเซ้งต่อร้านเบเกอรี่แถบชานเมืองที่กำลังจะปิดตัว โดยปล่อยให้ด้านหลังเป็นครัวทำขนม ส่วนด้านหน้าเปลี่ยนเป็นคาเฟ่สำหรับนั่งจิบกาแฟ ฟังเพลงเพราะ ๆ ผ่อนคลายอารมณ์

ร้านเป็นไปได้ด้วยดี แม้ในช่วงแรกๆ จะมีกำไรไม่มากนัก แต่ก็ได้รับการบอกต่อชนิดปากต่อปาก จนสามารถจ้างลูกมือมาช่วยได้ถึงสามคน

ลูกค้าส่วนใหญ่ชื่นชมในเรื่องรสชาติที่แตกต่างและโดดเด่น น่าทึ่ง ที่เธอคิดขึ้นมา จนเข้าใจว่าเธอหลงใหลการทำขนมและกาแฟอย่างสุดขั้วหัวใจ

แต่มีนาเองไม่คิดเช่นนั้น เธอเพียงแต่ชอบการชิมนิด ๆ หน่อย ๆ และเคยหัดทำสิ่งเหล่านี้มาบ้างตอนทำงานพาร์ทไทม์ช่วงเรียนหนังสือ

สิ่งที่เธอชอบจริง ๆ คือผู้คนต่างหาก

เธอชอบรอยยิ้มของผู้คน เสียงหัวเราะ และดวงตาที่เปล่งประกายระยิบระยับ

และก็คงเพราะ นิสัยนี้ของเธออีกล่ะมั้ง โชคชะตาจึงได้จัดสรรบันดาลให้เธอพบกับเด็กสาวคนหนึ่ง

เด็กสาวที่ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเธอไป แต่ทำให้หัวใจของเธอไม่อาจกลับเป็นเหมือนเดิม

เด็กสาวคนนั้น

…ผู้มาพร้อมกับสายฝนที่หล่นพรำยามเที่ยงคืน

 

 

สองปีที่แล้ว…

มีนาทำหน้ายู่หลังจากกลั้วกาแฟในปากครู่หนึ่ง แล้วจึงบ้วนทิ้ง ก่อนจะล้างปากด้วยน้ำเปล่า ทำเอาชายหนุ่มผิวแทนที่เป็นทั้งรุ่นน้องและลูกจ้างซึ่งนั่งลุ้นตัวเกร็งมาตั้งแต่ต้นถึงกับถอนใจเฮือก พูดอ่อนระโหยโรยแรง

“ผมว่าวันนี้พอก่อนไหมอะเจ๊ จะเที่ยงคืนแล้วนะ พวกผมอยากกลับบ้าน”

หญิงสาวหรี่ตามองคนตรงหน้า อันที่จริง เวลาปกติร้านปิดตั้งแต่สามทุ่ม จัดการกับงานเบื้องหลังอีกไม่ถึงสี่ทุ่มครึ่งก็ควรแยกย้ายสลายตัว กลับบ้านใครบ้านมันได้

แต่พอดี วันนี้เธออยากจะทดลองทำสูตรใหม่สำหรับใช้ฉลองครบรอบหนึ่งปีของ Pisces Café จึงรั้งพวกตัวแสบเอาไว้ เลยมาเกือบจะเที่ยงคืน มิหนำซ้ำ ข้างนอกยังมีทั้งลมทั้งฝน นี่ถ้าได้เข้านอนบนที่นอนนุ่ม ๆ ซุกตัวใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ คงจะสบายไม่น้อย

แต่ก็นะ… หญิงสาวยิ้มแหย ชูนิ้วชี้หนึ่งนิ้ว เป็นเชิงอ้อนวอนแบบเด็ก ๆ จนชายหนุ่มตรงหน้าถึงกับอุทานลั่น

“ห๊ะ ! จะลองอีกเหรอเจ๊ !”

“น่า – นะ” มีนาใช้เสียงอ่อนเสียงหวาน “ใกล้ถึงวันแล้ว ถือว่าช่วยกันหน่อย ขอพี่ลองอีกรอบ”

“เมื่อกี้เจ๊ก็ว่างี้อะ”

“คราวนี้จริง ๆ ได้ไม่ได้ก็เลิก !”

คนฟังส่งเสียงฮึ่มแบบไม่อยากจะเชื่อถือ พอดีกับที่ประตูทางด้านหลังที่เชื่อมครัวเปิดกว้าง ลูกแก้ว – หญิงสาววัยต้นยี่สิบ รูปร่างเล็ก แต่ดูปราดเปรียว ทะมัดทะแมง ก้าวออกมา ตีหน้ามึนถาม

“ว่าไงคะพี่มีน ได้รึยัง”

“ยังดิ !” คนถูกถามไม่ทันตอบ โดนเจ้าเท็นแย่งพูด “นี่บอกว่าจะขอลองอีกรอบ”

“ห๊ะ ! จะลองอีกเหรอคะพี่ !”

“มันใกล้ถึงวันครบรอบแล้ว ช่วยพี่หน่อยนะ เดี๋ยวเพิ่มค่าแรงให้”

“จะดีเหรอค้า พี่มีน”

ลูกแก้วถามไม่ทันขาดคำ ประตูครัวก็เปิดผ่าง คราวนี้เป็นเจ้าท็อป – หนุ่มตี๋แว่น หล่อเหลาเอาการ ละอ่อนสุดในแก๊งสามแสบ ผู้ควบตำแหน่ง ‘นายกวัก’ ประจำร้าน ก้าวมาพร้อมกับหน้ามุ่ย ๆ พลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ลูกแก้วอธิบาย

“ยังไม่เสร็จ”

“อ้าว !” คนมาช้าสุดอุทาน จ้องมีนาเขม็ง “ทำไมล่ะครับ”

“เจ๊แกจะขอลองอีกรอบ” เจ้าเท็นฟ้อง

“ห๊ะ ! จะลองอีกรอบเหรอครับกัปตัน !”

มีนาอยากจะถอนใจเฮือก ไม่รู้ไอ้สามแสบเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้พร้อมใจอุทานมาเป็นประโยคเดียวกันขนาดนี้

หญิงสาวเลยหน้าตูม แยกเขี้ยวใส่

“เออ ๆ พอก็พอ พูดซะพี่รู้สึกตัวเองเป็นคนบาปเลยเนี่ย”

“โหย ! เจ๊ก็ พวกผมแค่ล้อเล่น” คนนำขบวนแหย่เริ่มโอ๋

“พี่มีนทดลองต่อเถอะค่ะ เดี๋ยวลูกแก้วกับน้องท็อปช่วยเอง ปล่อยให้ไอ้เท็นนอนเรี่ยราดแถวนี้แหละ ไม่ต้องสนใจมัน”

“เฮ้ย ! ไหงงั้นวะ” เท็นโวย

“ก็แกนั่นแหละตัวต้นเหตุ ทำให้พี่มีนพารานอยด์ – คนอะไรไม่รู้ หล่อก็ไม่หล่อ แถมยังปากเสียอีก เนาะพี่มีนเนาะ” ลูกแก้วว่าฉอด ๆ

“นั่นสิครับกัปตัน ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น สนใจผมคนเดียวก็พอ” ท็อปแทรกกลางขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนสองแสบที่เหลือพร้อมใจร้องประสานเป็นเสียงเดียวอย่างพร้อมเพรียง

“อ้าว !”

ดู๊ ดู ลูกน้องของเธอ รวมพลกันได้ไม่ถึงห้านาที กลุ่มแตก กัดกันเองเรียบร้อย !!

มีนากุมขมับ ชี้นิ้วเรียงคน อยากจะแกล้งทำขรึมเล่นด้วย แต่เธอไม่ใช่คนที่มีบุคลิกทะเล้นทะลึ่งอย่างเจ้าพวกนี้พอที่จะกลั้นขำตีหน้าตายได้ สุดท้ายก็ต้องยอมหัวเราะออกมาเมื่อเห็นทั้งสามแสบแลบลิ้นปริ้นตาใส่กันเองอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

จนหางตาแลเห็นเงาไว ๆ ของเด็กสาวร่างบอบบาง กรายผ่านด้านนอกประตูร้าน ไปทรุดนั่งขดตัวบนพื้น ริมขอบแสงสว่างสีส้มจากภายในคาเฟ่ที่สาดออกไปเป็นเส้นเฉียง

เสียงหัวเราะของมีนาค่อยลง… ค่อยลง… จนกลายเป็นเงียบ

ทั้งร่างกาย มีเพียงหัวใจที่ยังเคลื่อนไหว กับลมหายใจที่ยังรินระบายแผ่วเบา

 

 

ปลาทองทรุดนั่งลงกอดเข่าตัวเองบนพื้นที่สุดขอบของแสงสว่างที่สาดออกมาจากคาเฟ่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ ตรงนี้ เธอรู้แค่ อยากจะหนี หนีไปให้ไกลจากที่ที่จองจำร่างกายและจิตวิญญาณเธอเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้ว่า เธอไม่มีกำลังกล้าแข็งพอจะทำเช่นนั้นได้

คงเพราะ เธอไม่ใช่นกน้อยในกรงทอง แต่เธอคือปลาทองในโหลแก้วเล็ก ๆ กระมัง

นกตัวน้อย ยามเป็นอิสระ ยังโผบินไปในอากาศเสรี แต่สำหรับปลาทองอย่างเธอ ริอ่านกระโดดหนีโดยไม่มีสายน้ำรองรับเมื่อไหร่ ต้องตายสถานเดียว

ร่างเล็กบางกระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นเข้า เพื่อขับไล่ไอเย็นที่เกาะกินร่างกายและหัวใจ ละอองฝนกระเซ็นฝอยมาโดนหน้าตาเนื้อตัวที่ซุกอยู่ในเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นซอมซ่อจนเปียกชื้นและหนาวสั่น แม้เส้นประสาทระแวดระวังจะตื่นตัวเต็มที่ แต่ความอ่อนล้าก็ทำเอาเปลือกตาคล้อยลงมาจวนจะปิด จนเผลอคิดไปไกลว่า หรือบางที เธออาจต้องนอนตายที่ข้างถนน ให้ผู้คนเขาสมเพชเวทนา

ก็แล้ว มันจะแตกต่างอะไรกับชีวิตที่ผ่านมาล่ะ… ยังไง ทั้งหมดที่เป็นเธอ ก็มีแค่นั้น

ระหว่างที่เปลือกตากำลังจะปิดสนิท จู่ ๆ ม่านแสงสว่างที่เรื่อเรืองก็พลันวูบไหวด้วยพรายเงา หยาดฝนที่เคยซะสาดมาต้องผิวเนื้อละมุนไม่อาจกล้ำกลาย และมีไออุ่นเอื้อระเหยข้างกายอย่างน่าประหลาด

ปลาทองรีบแหงนหน้าขึ้นมอง เพื่อจะพบกับรอยยิ้มกว้างขวางของใครคนหนึ่ง…

รอยยิ้มแบบที่เธอไม่เคยได้เห็นจากใครมานานเหลือเกิน

 

มีนาน้ำตาแทบจะไหลตอนที่เห็นสภาพร่างกายอันบอบช้ำยับเยินของคนตัวเล็กที่นั่งคุดคู้ตรงหน้า เด็กสาว อายุอานามคงเพิ่งพ้นวัยมัธยมปลายมาหมาด ๆ – ผิวเนียนลออกลับมีแต่ร่องรอยเขียวช้ำจ้ำ ละม้ายถูกทุบกระแทกมาอย่างหนัก ทั้งรอยเก่ารอยใหม่ เห็นชัดจนน่าตกใจ ไม่นับหน้าตาของเจ้าตัวที่บวมแดงเป็นริ้ว ๆ กับมุมปากที่แตกเห็นเลือดซึม เสื้อผ้าผืนบางที่สวมมีรอยขาดวิ่นและการปะชุนลวก ๆ ทั้งขะมุกขะมอม แย่ยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้วในคาเฟ่ของเธอเสียอีก

สงสารจับใจ ผู้หญิงคนนี้ผ่านมาอะไรมาบ้างไม่รู้

หาก พออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองตอนที่เธอกางร่มให้ มีนาก็ต้องกลบเกลื่อนความเวทนาสงสารเอาไว้จากสีหน้า ไม่อยากให้เด็กสาวนึกอายตัวเอง แล้วเอ่ยถาม

“เข้าไปนั่งในร้านก่อนไหมคะ”

คนตัวเล็กที่กำลังสั่นเป็นลูกแมวเหลียวมองเข้าไปภายในคาเฟ่อย่างหวาดระแวง ริมฝีปากบางจิ้มลิ้มเอ่ยถาม เสียงแผ่ว แต่ก้าวร้าว

ขมหม่นยิ่งกว่ารสชาติของกาแฟดำ

“ปิดแล้วนี่”

“ยังหรอกค่ะ” คนตอบยิ้มใจดี “รู้รึเปล่า ร้านเราเปิดตอนเที่ยงคืนด้วยนะ”

คนฟังไม่แม้แต่จะอุทาน กลับเอาแต่มองเขม็ง ไม่ยอมวางใจง่ายๆ เหมือนกับลูกแมวเหมียวที่ไม่ยอมเชื่อใจใคร กลับทำแต่ขนพองเข้าสู้เสียอย่างนั้น

“ฉันไม่มีเงิน”

“พอดีเลยค่ะ ตอนนี้ร้านเราเพิ่งจัดโปรโมชั่นครบรอบหนึ่งปี สำหรับลูกค้าคนแรกของวัน สินค้าและบริการทุกอย่างฟรีค่ะ – เข้าไปเถอะนะ”

ไม่รู้ทำไม แต่พอเห็นอีกฝ่ายเอาแต่นั่งนิ่งเหมือนมีหินถ่วงเท้า เธอก็ยื่นมือลงไปหา

คล้ายจะช่วยดึงฉุดขึ้นมาจากหลุมลึกล้ำ

เด็กสาวแปลกหน้าจ้องมองเข้ามาในนัยน์ตาของเธอ ริมฝีปากบางเผยอคล้ายอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็เม้มงับ แล้วกลับเป็นเผยอ แล้วก็เม้มมิด สลับกันไปมา ก่อนจะเบือนหน้าหนี ไม่ยอมรับความไยดีที่ส่งให้

ใจ อาจจะแข็งบ้าง… แต่ร่างกายคงไม่ทำตาม

เสียงท้องร้องดังโครก !

เจ้าตัวยืดหลัง คิ้วขมวด และหน้าที่ซีดเริ่มมีสีจัดขึ้น

มีนาเพียงแต่ยิ้มบางและชักชวน

“อย่าปฏิเสธเลยค่ะ ฉันอยากให้คุณลองชิมกาแฟของที่นี่จริง ๆ”

สุดท้าย คนดื้อก็ผ่อนลมหายใจยาว ยอมแพ้ มือซีดขาวและเยียบเย็นเอื้อมมาวางบนฝ่ามืออันอบอุ่นของอีกฝ่าย

ภายใต้แสงสีส้มอ่อนละมุน และลมฝนที่ซัดสาด มีภาพของผู้หญิงสาวสองคนเดินกุมมือเคียงข้างภายใต้ร่มคันเดียวกัน…

 

 

>>>โปรดติดตามตอนต่อไป