www.go2writer.com

Midnight Latte II – Who are you?


 

Midnight Latte

มหัศจรรย์รักกาแฟเที่ยงคืน

 

 

II Who are you?

 

 

ทั้งสามแสบจ้องไปยังเด็กสาวที่นอกจากจะเป็นคนแปลกหน้าแล้ว ยังสวยแบบแปลก ๆ ด้วย ผมที่ยาวเคลียบ่าแค่แลดูก็รู้ว่าทั้งหยาบ ทั้งแห้ง และน่าจะตัดเองจึงแหว่ง ๆ วิ่น ๆ ดวงหน้าเรียวเล็กซึ่งถูกพระเจ้าออกแบบมาให้ละมุนละไม กลับมีดวงตาหม่นมืด ไร้รอยประกายของวัยเยาว์ เป็นจุดเด่นทำให้ดูกร้านกร้าวในที ดังนั้น ถึงจะดูรวม ๆ แล้วสวย แต่ก็สวยแบบแปลก ๆ อยู่นั่นเอง

เหมือนหางปลากัดที่เพิ่งหย่าศึก !

มีนาชงโกโก้ร้อนเสร็จ เห็นลูกน้องของตนเขม็ง แขก อย่างเสียมารยาท จึงกระแอมเบา ๆ แล้วไล่กลับ

“เดี๋ยวพี่ปิดร้านเอง พวกเราไปเถอะ”

“แต่นี่มันเที่ยงคืนกว่าแล้วนะคะพี่มีน เป็นผู้หญิงคนเดียว ร้านยังไม่ปิดแบบนี้ เกิดมีเหตุด่วนเหตุร้ายขึ้นมา จะทำยังไง” ลูกแก้วทักขึ้นอ้อม ๆ ไม่กล้าบอกตามตรงว่าทั้งกลัวและระแวงปลาทอง

“นั่นสิครับกัปตัน ให้พวกผมอยู่ต่อดีไหมครับ เผื่อต้องการอะไรเพิ่มเติม” ท็อปเสริมอย่างละมุนละม่อม

“ขอบใจ แต่พวกเราน่ะกลับเถอะ ที่นี่ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก อีกอย่างป้อมตำรวจก็ใกล้แค่นี้เอง”

“ก็แค่ป้อมนะเจ๊ ขนาดในสถานีตำรวจแท้ ๆ โจรมันยังเข้าไปขโมยรถได้เลย นับประสา” เท็นพูดตรงไปตรงมา

“เราก็มองโลกในแง่ร้าย พี่ว่าเด็กคนนี้ไม่มีอะไรหรอก เขาดูน่าสงสารจะตายไป”

“น่าสงสารอะไรเจ๊ ท่าทางแบบนี้ เป็นพวกยากูซี่ชัด ๆ”

“อะไรของแกวะ ยากูซี่” ลูกแก้วเท้าสะเอวถาม

“เอ๊า ! ก็ยากูซ่าไง แต่เป็นผู้หญิง เลยต้องผันเสียงเป็น ยากูซี่”

คนฟังคำตอบแทบจะถอนใจเฮือกให้กับคำศัพท์พิสดารนั่น

 

กว่าจะรับรองหนักแน่นว่าไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นแน่นอนก็กินเวลาไปหลายนาที พวกสามแสบจึงยอมถอนทัพกลับ

มีนายกโกโก้ร้อนมาเสิร์ฟให้ลูกค้าในยามเที่ยงคืน เด็กสาวเลือกนั่งโต๊ะตัวรองสุดท้าย ในที่ซึ่งมีเพียงแสงสลัวเลือนร่าง แต่ก็ไม่ใช่จุดที่เป็นมุมมืดและอับที่สุด

ว่ากันว่า การเลือกโต๊ะที่นั่งบ่งบอกถึงนิสัยของคนได้ ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง ปลาทองคงเป็นเด็กสาวที่มีความลับมากมายซึ่งอยากจะปิดซ่อนจากสายตาของใครต่อใคร ทว่า ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังอยากมีตัวตน

น่าสงสาร ยิ่งเห็นยิ่งสะท้านสะเทือนจิตใจ ยิ่งตอนที่เห็นเด็กสาวโกยสปาเก็ตตี้เข้าปาก เคี้ยวหยับ ๆ สองสามทีแล้วรีบกลืน เหมือนกลัวว่าจะมีใครมาแย่งจานชามออกไปจากมือ มีนาก็แทบอยากจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แต่พอได้ยินเสียงสำลัก ก็รีบเข้าไปหาพร้อมกับรอยยิ้ม

“น้ำค่ะ” วางแก้วน้ำเปล่าลงไปก่อน “และนี่โกโก้ร้อน”

คนที่ไอจนหน้าดำหน้าแดงรีบคว้าน้ำไปดื่มอัก ๆ จนอาการดีขึ้น และพอสบดวงตาที่เป็นประกายของคนตรงหน้า ก็ได้แต่หันหนี แสดงทีท่าว่าไม่อยากคุยด้วย มีนาเข้าใจดี ไม่ว่าอย่างไร ในส่วนลึกที่สุดของความเป็นมนุษย์ คนเราต่างอยากมีศักดิ์ศรีเป็นของตัวเองทั้งนั้น แม้เราจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ศักดิ์ศรีที่ยึดถือคืออะไรกันแน่

 ครั้นมีนาจะถอยกลับเพื่อให้เวลาส่วนตัวแก่อีกฝ่าย ปลาทองก็เรียกรั้ง

“มานั่ง… เป็นเพื่อนกันก่อนสิ”

แต่พอนั่งจริง ปลาทองกลับเงียบเชียบ ไม่ยอมพูดยอมจาสักคำ ความอึดอัดแผ่ขยายและพองทับคนทั้งสองเอาไว้จนดิ้นไม่หลุด มีนาจึงชวนคุย

“สปาเก็ตตี้น่ะค่ะ ฉันทำเป็นคาโบนาร่าสปาเก็ตตี้ เพราะเห็นว่าดึกแล้ว ทำรสกลาง ๆ ไว้น่าจะดีกว่า รสชาติพอไหวไหมคะ” อันที่จริง เธอเลือกทำเมนูนี้ เพราะไม่อยากทำรสที่เผ็ดให้ต่างหาก กลัวจะกระเทือนกับแผลที่มุมปากของปลาทอง

“ทำไม” คนตัวเล็กเอ่ย น้ำเสียงพร่า พร้อมกับผสานตาตรง “ทำไมเธอต้องช่วยฉัน”

ทีแรก มีนาตั้งใจจะทำไก๋ ไม่รู้ไม่ชี้ แล้วปฏิเสธว่าไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่พอเหลือบเห็นโบรชัวร์โปรโมชั่นครบรอบหนึ่งปีที่ยังไม่ถึงวัน จึงยอมจำนน

“ถูกจับได้แล้วเหรอเนี่ย”

“จับได้แล้วน่ะสิ” ปลาทองเสียงแข็ง “ว่าไง ทำไมถึงช่วยฉัน”

“เพราะไม่อยากให้คุณเปียกฝนอยู่ข้างนอกนั่นคนเดียวมั้งคะ” คนตอบยิ้มเปิดเผย “ฉันคิดว่า ถ้าคุณได้มานั่งทานอาหารอุ่น ๆ ในคาเฟ่ ได้พักเหยียดแข้งเหยียดขาเสียหน่อย คุณอาจจะสบายมากขึ้น”

“แค่นั้นเหรอ”

“แค่นั้นสิ” มีนาตอบ “ตอนนี้คุณก็สบายขึ้นมาบ้างนิด ๆ แล้วใช่ไหมล่ะคะ ฉันหมายถึง ใจ”

คนถูกถามหลบตา เบือนหน้าหนี มีนาจึงเห็นเพียงเสี้ยวหน้าน่าดู

“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” ปลาทองต่อว่าไม่จริงจังนัก

“ค่ะ ฉันเป็นพวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน” พูดจบหญิงสาวก็ลุกยืน “ถ้ามีอะไรต้องการเพิ่มเติม เรียกได้นะคะ ฉันจะอยู่แถว ๆ นี้ล่ะ”

“ไม่ขอบคุณหรอกนะ”

“จริง ๆ คุณคงอยากขอบคุณฉันจะแย่แล้วล่ะสิ ใช่ไหมคะ”

คนถูกถามชักสายตาใส่เหมือนชักดาบ แต่มีนากลับหัวเราะเบา ยังไงปลาทองก็ยังเด็กกว่าเธอมาก ๆ จะดื้อรั้น ต่อต้านยังไง ก็ยังเด็กอยู่นั่นเอง

 

 

ภาพความหลังที่หวนกลับมาชัดเจนแจ่มใสเหมือนส่องกระจกเงาที่เช็ดถูสะอาดเอี่ยมอ่อง มันฉุดดึงเอาสติของมีนาไปจนหมด ทำให้ไม่ได้ยินข้อความที่เท็นพูดด้วย จนเจ้าตัวแสบต้องตะโกนถามลั่น

“เจ๊ ! คิดอะไร !!”

“ห๊ะ !” มีนาสะดุ้งเหมือนคนเพิ่งถูกปลุกให้ตื่น มองหน้าลูกน้องหนุ่มแบบงง ๆ “เราถามพี่ว่าอะไรนะ”

“เป็นอะไรของเจ๊เนี่ย เหม่อเกิ๊น” หนุ่มผิวแทนขมวดคิ้วมุ่น แล้วถอนใจเฮือก “ผมถามว่า เจ๊จะรับทำไหม มีคาเฟ่อื่นติดต่อมา ให้เราทำเบเกอรี่ส่ง แต่เขาขอไม่ให้เราติดสติ๊กเกอร์ร้าน เขาจะเอาไปติดเอง”

 มีนาพยักหน้าเบา เข้าใจว่าทำไมลูกน้องถึงต้องมาถามก่อน เพราะถ้าเป็นร้านค้าปกติ ก็คงแค่รับออเดอร์แล้วไปส่งไม่ต้องคิดมาก แต่คราวนี้มันเกี่ยวข้องกับความเป็นแบรนด์ เหมือนกับว่าพวกเธอเป็นมือปืนรับจ้าง ทำงานให้ แล้วร้านอื่นก็เอาผลิตภัณฑ์ไปแปะป้ายเป็นของเขา เสมือนพวกเขาทำขึ้นมาเองอย่างนั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการค้าขาย มีนาจึงไม่คิดอะไรมาก แต่ที่อดจะห่วงไม่ได้คือเรื่องความจำเป็นและกำลังคนมากกว่า

“แล้วพวกเราจะทำไหวไหมล่ะ ตอนนี้ในครัวมีแค่เท็นกับลูกแก้ว พี่กับท็อปต้องมาคุมหน้าร้านอย่างนี้ นาน ๆ ถึงได้เข้าไปช่วย หรือจะเอาไง รับคนเพิ่มดีรึเปล่า ยังไงปีหน้าเจ้าท็อปก็เรียนจบแล้ว คงไปหางานที่ตรงสายทำ พี่ก็ต้องหาคนมาแทน รับเพิ่มเข้ามาทีเดียวเลยจะเป็นไง”

“จริงเจ๊” ตัวแสบว่า “ผมไม่ได้ขี้เกียจนะ แต่บอกตรง ๆ ว่าไม่ทำก็ดี คาเฟ่เราไม่ได้โนเนมซะหน่อย ยังไงขนมมันก็ขายออก จะเพิ่มภาระให้ตัวเองทำไม ส่วนเรื่องคน ก็คงต้องหาเพิ่ม อย่างที่เจ๊ว่านั่นแหละ ตอนนี้งานล้นจนลูกแก้วมันบ่นว่าทำไม่ทันแล้ว”

คนพูดยาวเหยียดเว้นวรรคนิด

“จะว่าไปก็ใจหายเหมือนกันนะเจ๊นะ อยู่กันมาสามปีสี่ปี แป๊บ ๆ ไอ้ท็อปก็จะหนีปร๋อไปแล้ว ไม่ใช่น้องก็เหมือนน้อง”

มีนาคิดไม่ค่อยต่างกับเท็นเท่าไหร่ สำหรับเธอแล้ว เธอให้ค่าความผูกพันระหว่างผู้คนมากกว่าเรื่องของเงิน งาน

คิดดูสิ ในกระแสน้ำมีปลาตั้งมากมาย แต่จะมีปลาสักกี่ตัวที่แหวกว่ายจนได้มาพบกัน

มันจึงสำคัญมาก… สำคัญมาก ๆ

แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายแล้ว ชีวิตคนเราก็ล้วนแล้วแต่มีเส้นทางเป็นของตน

และแต่ละคน จะเลือกเอง… เหมือนกับ เธอคนนั้น

เธอจึงพร้อมเคารพทุกการตัดสินใจ

“โอ๋ ๆ ไม่ร้องไห้นะเท็นนะ” มีนาแซว

“ใครจะไปร้องเล่าเจ๊ ผมมีแต่จะดีใจด้วย ที่เห็นไอ้ท็อปมันไปที่ชอบ ๆ”

ประตูครัวเปิดพรวด พร้อมกับหนุ่มตี๋แว่นร้องลั่น

“ผมยังไม่ตาย ไอ้พี่เท็น !”

“อ่อ เหรอ”

“ถ้ามีเวลามานั่งเหน็บน้องท็อปแบบนี้ เข้ามาช่วยงานในครัวสิยะ” ลูกแก้วชะโงกตามมา

“โผล่หน้าออกมาทำไมไอ้ลูกแก้ว ไปอยู่ก้นครัวเลยนะ เดี๋ยวลูกค้าตกใจวิ่งหนีกลับบ้านหมด !”

“อ๊ายยย ! พี่มีน ดูไอ้เท็นสิคะ มันหาว่าลูกแก้วสวยจนลูกค้าตกใจ”

“พระเจ้าช่วย !” ท็อปถอยกรูดไปเกาะกับเท็นที่ทำท่าช็อกหนัก

มีนาหัวเราะร่วนให้กับสามแสบ นี่จะว่าไป อีกหน่อยเปิดคณะตลกให้เจ้าพวกนี้ดีไหมเนี่ย

ไม่ทันจะต่อปากต่อคำอะไรกับพวกลูกน้อง มีนาก็ได้ยินเสียงประตูหน้าร้านที่เลื่อนเปิด ไอเย็นและกลิ่นฝนกรูพัดเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าย่ำ

จังหวะย่างก้าวที่แม้จะผ่านไปเป็นปี ๆ แต่ยังทิ้งร่องรอยเอาไว้ในความรู้สึก

หญิงสาวเหลียวมอง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับที่กลุ่มสามแสบหยุดกัดกันแล้วหันไปจ้องเป็นจุดเดียว

เด็กสาวผู้มาตอนเที่ยงคืนที่ฝนหล่นพรำ

“ปลาทอง”

 

 

“อะไรนะ ! เมื่อคืนเจ๊ให้ผู้หญิงคนนั้นนอนในร้าน” เท็นส่งเสียงดังเอะอะทันที ภายในร้านสว่างด้วยแสงแดดยามเช้าที่สาดผ่านผนังกระจกเข้ามาเป็นริ้ว เกิดแสงเงาสลับซับซ้อน “ตาย ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่ฟังที่เตือนกันมั่งเลย ดีนะไม่โดนจับปาดคอ !”

มีนาตีหน้ามึนให้ลูกน้องตัวแสบ แม้ถ้อยคำของอีกฝ่ายจะดูรุนแรงน่ากลัวแค่ไหนก็เถอะ แต่เธอเข้าใจในเจตนาของเขาดีว่าพูดเพราะความเป็นห่วง แล้วจะให้ตำหนิกลับไปได้ยังไง

คิดแล้วแปลกใจตัวเองเหมือนกัน นึกยังไงถึงปล่อยเด็กคนนั้นนอนในร้านเมื่อคืนนี้ อาจเพราะเห็นว่าปลาทองอ่อนเพลียจนวูบหลับคาโต๊ะล่ะมั้ง เธอเลยปล่อยเลยตามเลย พอเช้ามา เด็กสาวก็หายตัวไปจากร้านก่อนเธอจะตื่นเสียด้วยซ้ำ

“แล้วพี่เท็นจะตกอกตกใจอะไรนักหนา เรื่องมันเกิดขึ้นรึก็เปล่า เห็นอยู่ว่ากัปตันสบายดี”

ท็อปที่กำลังถูกพื้นแหย็ก ๆ ก็พลอยเข้าร่วมวงสนทนาไปด้วย

“แต่ผมไม่เห็นด้วยกับกัปตันหรอกนะ คนเราเดี๋ยวนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ กัปตันก็ควรระมัดระวังตัวกว่านี้หน่อย”

“ดีไม่ดีผู้หญิงคนนั้นคงสำรวจร้านหมดเรียบร้อย คาบข่าว วิ่งแจ้นไปบอกแก๊งโจรให้เตรียมเข้ามาปล้นแล้วมั้ง”

“นี่ก็คิดเยอะแยะ” ท็อปว่า

“เขาเรียกว่ามองการณ์ไกลเว้ย !”

 “แต่บ้านผมเรียกวิตกจริต”

 “รอบคอบ !”

 “กระต่ายตื่นตูมมากกว่า”

“เดี๋ยวเหอะ – เถียง !”

“ครับ – ค้าบ” ท็อปไหวไหล่ แล้วกลับไปถูพื้นต่อ

เท็นตั้งท่าจะบ่นอีกยืดยาว พอดีกับที่ลูกแก้วออกมาบอกว่าเตรียมเบเกอรี่ที่จะเอาไปฝากขายเรียบร้อยแล้ว มีนาจึงเผ่นหนีเหมือนลูกแมวหนีหมา แต่ก็ไม่แคล้วมีเจ้าเท็นตามแน่บเป็นหมากฝรั่งติดกางเกง

 

คาเฟ่เปิดประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องออกไปส่งเบเกอรี่ตามร้านต่าง ๆ ที่ฝากขาย แม้กิจการหน้าร้านจะค่อนข้างดีพอสมควร แต่มันก็ยังไม่ทำให้ตัวเลขในบัญชีไหลเวียนได้คล่องแคล่วนัก การขายเบเกอรี่ทั้งทางออนไลน์และนำไปฝากหน้าร้านจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะจุนเจือร้านได้

ส่วนใหญ่ มีนากับเท็นมักจะเป็นตัวหลักในการมาส่งของ เว้นแต่จะมีใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่าง จึงสลับให้อีกสองแสบมาแทน

วันนี้หนุ่มผิวเข้มเป็นคนขับ มีนานั่งข้าง มองดูแสงแดดสดใหม่ที่สาดลงมาจากฟ้าไร้เงาฝน อาคารรอบข้างที่ชุ่มน้ำมาจากเมื่อคืนยังพราวพร่างเป็นประกายระยับ เหมือนขนมเคลือบน้ำตาลหวานใส

ร้านสุดท้ายที่แวะเป็นร้านสะดวกซื้อในย่านถนนกลางคืนชื่อดัง เก็บขนมเก่า ส่งขนมใหม่ รับเงินเรียบร้อยก็เตรียมตัวจะกลับ

ทว่าพอมีนาจะขึ้นรถที่เท็นจอดรอรับหน้าร้าน ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาแต่ไกล

“มึงอย่าคิดนะว่าจะหนีกูได้ อีห่ะ !”

มีคนมุงดูกันมากมาย เป้าสนใจคือผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ตัวไม่สูงไม่ใหญ่เท่าไหร่ ออกจะผอม หากเนื้อตัวมีมัดกล้ามที่ดูแข็งแรง แขนสองข้างสักลายพร้อย สวมเสื้อกล้ามกับกางเกงยีนสีซีด ใส่รองเท้าแตะ เอ็ดตะโรเสียงห้าวแห้ง ทั้งโหดและเหี้ยมอย่างที่มีนาไม่เคยได้ยินใครจะพูดแบบนี้มาก่อน

แต่ทั้งหมดนั่น ยังไม่ทำให้เธอตกใจได้เท่ากับ ผู้ชายคนนี้กำลังฉุดกระชากลากถูผู้หญิงตัวเล็กบอบบางคนหนึ่งเต็มกำลัง

เด็กสาวที่ชื่อปลาทอง !

มีนาใจกระตุกรุนแรงจนเหมือนจะพุ่งจากอก มือแข็งขันหยาบกร้านของชายคนนั้นจิกกบาลเด็กสาวแล้วลากถูลู่ถูกังกับพื้นถนนที่เปียกแฉะ เนื้อตัวเล็ก ๆ ผิวขาว ๆ ครูดไปกับซีเมนต์ ไม่สนใจสักนิดว่าปลาทองจะถลอกปอกเปิกแค่ไหน

เด็กสาวไม่ร้องสักแอะ แต่ดิ้นรน ขัดขืนเต็มแรง กระตุ้นเพลิงโทสะของอันธพาลหนุ่มให้ซัดกำปั้นเข้าเต็มหน้าของเจ้าหล่อน !

มันทุบ ! ทุบ ! ทุบ ! ทุบ !

หมายมาดจะให้ช้ำชอก ระบม ร้าว

เจ็บจำฝังใจไปตนตาย !!

เด็กสาวตัวอ่อนแป้เหมือนกับตุ๊กตาโทรม ๆ ที่ตะเข็บปริ ตาช้ำ โหนกแก้มขึ้นจ้ำเลือด ริมฝีปากแตกยับเยิน

“กูบอกแล้วไง กูเป็นคนช่วยมึงไว้ เป็นหนี้บุญคุณกู ยังเสือกจะหนีอีก อีงูพิษ ! เลี้ยงไม่เชื่อง !”

ยิ่งพูดยิ่งเลือดขึ้นหน้า คราวนี้ไม่ใช่แค่หมัด แต่มันใช้ตีนถีบเต็ม ๆ อกของคนในกำมือ

มีนาไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรแน่ ระหว่างเกลียด กลัว หรือโกรธ ที่แน่ ๆ เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ที่เธอคอยดูแลเด็กสาวเป็นอย่างดี ให้ได้กินอิ่ม ได้นอนหลับอย่างอบอุ่น เธอยิ่งสะเทือนรุนแรง ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้

ร้องตะโกนออกไป

“ตำรวจ ! ตำรวจมา !”

มือ ตีน ที่เตรียมหวดซัดซ้ำจึงชะงักค้าง มันเหลียวซ้ายแลขวา รีบพุ่งหนีไม่คิดหน้าคิดหลัง ปล่อยให้ร่างบอบบางทรุดฮวบลงไปกองแหมะกับพื้นถนน

และก่อนที่มีนาจะถลันเข้าไปหาถึง ปลาทองก็รีบยันตัวเองลุก เด็กสาวคว้างท่ามกลางสายตาสมเพชเวทนาของผู้คนที่มอง รู้สึกเหมือนถูกจับฉีกเสื้อผ้าให้ตัวเปล่าล่อนจ้อนแล้วมีคนมาเพ่งพินิจมองทุกสัดส่วนโค้งเว้าและซอกหลืบลับเร้นอย่างน่าอับอาย

หยาดน้ำอุ่นใสรื้นล้นขอบตา ปลาทองเริ่มต้นวิ่ง…

เธอต้องหนี แม้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังหนีอะไรอยู่

วิ่ง… วิ่ง…

เหมือนกับปลาพยายามแหวกว่ายหนีน้ำเน่าเหม็นโสโครกที่หล่อเลี้ยงตัวเองมาตลอดทั้งชีวิต

วิ่ง… วิ่ง…

วิ่ง…

มีนาเห็นเพียงแผ่นหลังของเด็กสาวที่เร้นหายไปในกลุ่มฝูงคน…

 

>>>โปรดติดตามตอนต่อไป