www.go2writer.com

Midnight Latte IV – What do you flee?


Midnight Latte

มหัศจรรย์รักกาแฟเที่ยงคืน

 

 

IV What do you flee?

 

 

มีนาเหมือนถูกน็อคด้วยน้ำแข็ง มือเท้าเย็นเฉียบ ตัวชา กดริมฝีปากบางเม้มสนิท เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น คงไม่อาจข่มอาการสั่นสะท้านจนฟันกระทบได้

เคยคิด ระหว่างเธอกับปลาทอง สักวันหนึ่งคงจบลงในรูปแบบนี้ มันเป็นไปได้มากแค่ไหนกันเชียว ที่ผู้หญิงสองคนจะสร้างพันธะทางร่างกายและเชื่อมโยงโชคชะตากันไว้ตลอดไป ตราบจังหวะหัวใจจะแผ่วเบาและหยุดเต้น

แม้ทุกอย่างที่มีให้กันจะเป็นจริง แต่มันยังมีโลกความจริงอีกฟากหนึ่งในเงาสะท้อนของกระจก ที่คอยสลับกลับซ้ายขวา

เสมือนปลาสองตัวว่ายมาพบ และจบด้วยการสวนทาง

นั่นแหละ เธอเคยคิด… แต่สมองที่ตริตรอง ไม่ได้หมายความว่า หัวใจต้องยินยอมพร้อมทำตามเสมอ

มันจึงเจ็บ ละม้ายมีดกรีดเฉือน

บางเฉียบแต่บาดลึก

 

สามแสบอพยพลี้ภัยหลังเคาน์เตอร์กันหมด มีเพียงสายตาหันมาจับจ้องเป็นระยะด้วยความห่วงใย

ระหว่างมีนากับปลาทอง จึงมีแค่โต๊ะตัวใหญ่กั้นขวาง

“ทำไมกะทันหันนักล่ะ” สาวเจ้าของคาเฟ่เอ่ยแทรกความเงียบที่โถมทับ ปรับโทนเสียงให้มีชีวิตชีวา “น่าจะบอกกันเร็วกว่านี้ จะได้เตรียมของขวัญให้”

คำตอบ ทำคนตัวเล็กที่นั่งฟังหรี่ตา ขมวดคิ้วครู่ ก่อนจะเสหัวเราะ แล้วว่า

“ยังไม่คุ้นเหรอมีน พวกเราสองคนเป็นอย่างนี้กันมานานแล้วนี่ บทจะทำก็ทำทันที ไม่คิดอะไร ๆ ให้ถี่ถ้วน ไม่คิดว่า ใครต่อใครจะต้องเตรียมตัวเพื่อปวดใจรึเปล่า”

มีนาหลุบตาลงต่ำ เจ็บแกน ๆ กับวาจาของคนตรงหน้า จึงเปลี่ยนเรื่อง

“แล้วผู้ชายคนนั้น เขาดีกับเธอไหม”

“ดี แดเนียลชอบฉัน อยากได้อะไรบอก เขาซื้อให้ เอาอกเอาใจทุกอย่าง ทำไงได้ เหมือนผู้ใหญ่หลงเด็กนั่นแหละ อายุห่างกันตั้งรอบครึ่ง”

“มากกว่าสิบแปดปีเชียว” มีนาร้อง “เพิ่งรู้นะว่าเธอชอบคนแก่”

“มันฝังใจล่ะมั้ง” ดวงตาโศกฉายแววคมกล้าตอบโต้ ก่อนจะแลเลยออกทางผนังกระจกที่มองเห็นสายฝนเป็นเส้น ๆ ภายนอกร้าน “จะว่าชอบคงไม่ใช่ แต่การมีใครสักคน มันยังดีกว่าไม่มีใครเลยสักคนเดียว ไม่ใช่เหรอ”

บรรยากาศแห่งความอึดอัดเทท่วมลงมาอีกครา มีนาไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไร นั่งนิ่งอึกอักภายใต้มวลอารมณ์เข้มข้น ฟังปลาทองพูด

“ฉันไม่ใช่คนประเภท นั่งรอฝนในหน้าแล้งหรอกนะ อะไรใกล้มือ คว้าได้ก็คว้าเอาไว้ จะหวังสูงก็ไม่กล้า เพราะกลัวจะผิดหวัง”

คนตัวบอบบางอยู่แล้วเหมือนกระจ้อยร่อยลง มีนาอยากจะเข้าไปประคับประคองเหลือเกิน อยากปลอบประโลมให้หายช้ำ หากจนแล้วจนรอดได้แต่เบื้อใบ้ เพราะรู้ดีว่า เวลานี้ ไม่ควรแทรกแซงการแหวกว่ายในธารอารมณ์ของหญิงสาว

ถึงจะเป็นคนที่เราห่วงใยมากแค่ไหน ทว่าสุดท้าย ทุกคนเกิดมาตัวคนเดียว ย่อมต้องเรียนรู้จะอยู่กับตัวเองให้เป็น

“ช่างเถอะ ไม่อยากคิดถึงมันแล้ว” ปลาทองระบายลมหายใจหนักอึ้งออกมายืดยาว หันมาส่งรอยยิ้มพริ้มเพรา “มาเจอกันทั้งที อยากจะชิมฝีมือของมีนหน่อย ได้ไหม”

“อื้อ” มีนาว่า ลุกเตรียมตัวกระฉับกระเฉง ถ้าเป็นเรื่องงานบริการ เธอกระตือรือร้นเสมอ “วันนี้มีขนมใหม่ เพิ่งหัดทำ เดี๋ยวจะเอามาให้ลอง”

“ลาเต้ด้วยนะ”

“หือ”

“มิดไนท์ลาเต้น่ะ” ปลาทองว่า “ฉันอยากดื่มมันอีกครั้งหนึ่ง”

 

 

วันถัดมา เสียงบ่นของเท็นดังลอยทั่วคาเฟ่เหมือนจงใจพูดให้ดังเข้าหูคนตัวเล็กที่นอนในห้องด้านหลัง

“ซวยแน่งานนี้ ถ้าไอ้เซนรู้มันยกพวกมาถล่มเราเละแหงม ๆ เจ๊นะเจ๊ ผมบอกแล้วเตือนแล้วยังจะทำแบบนี้อีก”

มีนาคันยิบ ๆ ในหัวใจ กลัวว่าปลาทองได้ยินแล้วจะหนีเตลิดเปิดเปิง หากอีกใจยอมรับว่าเท็นคาดคะเนไม่ผิด

การกระทำของเธอเหมือนวิ่งรี่เข้าหาพายุพิรุณพิโรธ เสี่ยงต่อทัณฑ์โทษจากฟากฟ้า ซึ่งถ้าเพียงแค่นั้นก็ยังดี เธอเตรียมใจพร้อมรับได้ ทว่าข้างหลังเธอ ยังมีสามแสบพ่วงเข้ามาในชะตากรรมอันเชี่ยวกรากนี้ด้วย

เหมือนกำระเบิดเวลาไว้ในมือ…

ดังนั้น ต่อให้ขัด ๆ ในใจสักเท่าไหร่ มีนาก็น้ำท่วมปาก ไม่อาจโต้แย้ง

ลูกแก้วซึ่งกำลังเตรียมของใกล้ ๆ คงรับรู้ความรู้สึกของผู้หญิงด้วยกันได้ จึงเป็นปากเป็นเสียงแทน

“รำคาญว่ะไอ้เท็น พี่มีนเขาทำสิ่งที่ควรทำแล้วปะ เห็นคนเดือดร้อนจะนิ่งดูดายได้ไง”

“วิธีอื่นเยอะแยะ หน่วยงงหน่วยงานของรัฐมี แจ้งสิ”

“แจ้งแล้วช่วยได้เรอะ คิดว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการแล้วจะได้อะไรมิทราบ ถ้าปลาทองยืนกรานว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือ”

“ถ้าคนมันเดือดร้อนจริง ๆ ทำไมจะไม่ต้องการ”

“ต้องการน่ะต้องการ แต่ใครมันจะกล้าเอ่ยปากขอ”

“เอ๊า ! ก็ขอดิ”

“แกก็พูดได้ ไม่ลองนึกถึงใจเขาหน่อยวะ ผู้หญิงตัวคนเดียว ไม่มีที่พึ่ง แถมถูกบังคับกดขี่มาเป็นปี ๆ ไม่ใช่แค่วันสองวัน จะกลัวฝังใจ มันไม่แปลกหรอก”

“กลัวก็หัดเอาชนะความกลัว ไม่ใช่ทำตัวเป็นภาระของคนอื่น”

“แกนี่เข้าใจยากชะมัด” ลูกแก้วชักโมโห “เคยได้ยินไหม เรื่องเชือกล่องหนน่ะ”

“ไม่ !”

คนถูกยอกย้อนถลึงตาจนตาแทบเหลือก

“ที่เขาเอาเชือกมาล่ามขาช้างไว้กับหลักไง ตอนแรก ๆ ช้างมันดิ้นรนจะหนี แต่มันดิ้นกี่ที ๆ ก็หนีไม่ได้ สุดท้ายมันเลยล้มเลิก ทีนี้ พอเขาปลดเชือกให้ มันก็เลิกคิดจะหนีแล้ว มันฝังใจว่า ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ล้มเหลวอยู่ดี”

เรื่องที่ลูกแก้วเล่า ก้องสะท้อนในซอกหัวใจของมีนา เหมือนคลื่นคำแผ่วอันแว่วกังวานในหุบเขาเร้นลึก เธอคิดไม่ต่างจากลูกแก้ว สำหรับปลาทองแล้ว กรงขังเด็กสาวหาใช่พันธนาการแน่นหนาภายนอก มันเป็น… โหลแก้วในหัวใจต่างหาก

ต่อให้ถูกทรมานปานใด ปลาทองในโหลแก้วใบใสจะไม่มีวันกระโจนออกมาเอง

ต้องยอมจำนนจนตัวตาย…

“เท็นต้องเข้าใจ” เสียงใสที่เงียบมานานเอ่ย “สำหรับคนบางคน เขารู้สึกว่า ขอแค่มีใครสักคนหนึ่ง ต่อให้ถูกทำร้าย เจ็บทุกข์แค่ไหน ยังไงก็ดีกว่าไม่มีใครเลยสักคน”

“เพื่ออะไรล่ะเจ๊”

“เพื่อเขาจะได้ไม่รู้สึกว่า เหลือตัวคนเดียวในโลกนี้ไงล่ะ”

คำตอบของมีนาทำเอาอีกฝ่ายลดท่าทีแข็งกร้าวลงรวดเร็ว เธอรู้ดีว่าเท็นไม่ใช่คนใจร้าย หากที่หนุ่มผิวแทนมีมากคือความห่วง ไม่ว่าจะกับเธอ กับเพื่อนร่วมงาน กับคาเฟ่แห่งนี้ กระทั่งบางที ความรู้สึกก็กลายเป็นยางเหนียวเหนอะหนะมัดตัว เป็นใยแมงมุมแผ่กางขยายกับดักจนยากจะปล่อยให้สิ่งใด ๆ พ้นผ่าน

“เจ๊ตัดสินใจมาแล้ว ถึงผมพูดอะไร เจ๊คงไม่เปลี่ยนความคิด”

“เออ รู้แล้วก็เงียบซะที ปวดหู” ลูกแก้วว่า

มีนาส่งสายตาปรามแสบสอง ก่อนจะปลอบหนุ่มผิวแทนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเฉกกระแสชลาลัย

“พี่รู้ว่าเท็นหวังดี แต่พี่อยากให้เท็นเชื่อใจพี่ด้วย… ได้รึเปล่า”

ชายหนุ่มหน้านิ่วคิ้วขมวด ละม้ายกำลังต่อสู้กันระหว่างความคิดกับอารมณ์ สุดท้ายค่อยถอนใจหนัก ๆ ให้ได้ยินถ้วนทุกฝ่าย

“ตามใจ จะยังไงไม่รู้ด้วยแล้วนะเจ๊ !”

 

 

ที่ Pisces Café จะมีลูกค้าแน่นในช่วงพักเที่ยง พอเลยมาถึงช่วงบ่ายสองโมง บ่ายสามโมง ลูกค้าจะเหลือประปราย ให้มีเวลาหายใจหายคอ

มีนาประจำตำแหน่งหลังเคาน์เตอร์ตามปกติ เห็นท็อปสวมชุดยูนิฟอร์มเรียบร้อย ตรงมาจากกลุ่มสาว ๆ ในชุดนักศึกษาที่จับจองโซฟาด้านในสุด

“กาแฟขาวมีไหมครับ กัปตัน”

มีนาเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกสูตรขนม ใช้ปากกาเคาะข้างแก้มครู่ ปกติไม่ค่อยมีใครสั่งกาแฟขาว หรือ ไวท์คอฟฟี่ สักเท่าไหร่ อาจเพราะไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคยล่ะมั้ง ทำให้เธอไม่ได้ใช้วัตถุดิบบ่อยนัก

ตอนแรก ๆ ที่เริ่มเปิดคาเฟ่ใหม่ มีนาไม่รู้เหมือนกันว่ามีกาแฟชนิดนี้ กระทั่งลูกค้าถามซื้อ เธอจึงตามค้นข้อมูลจนรู้ว่ามันเป็นกาแฟของมาเลเซีย เกิดจากการเอาเมล็ดกาแฟคั่วกับมาการีน ทำให้สีกาแฟอ่อน กลายเป็นสีขาว และเพราะคั่วแบบพิเศษนั่นเอง ไวท์คอฟฟี่จึงมีกลิ่นหอมละมุน ยามชิมดื่มก็ลื่นไหลละไมลิ้น หวานๆ มันๆ

“หมด” มีนาตอบ “พี่ยังไม่ได้สั่งของเลย ฝากขอโทษลูกค้าก่อนนะ”

“ครับ” คนเป็นลูกน้องรับคำ “ว่าแต่กัปตันไม่ไปดูปลาทองหน่อยเหรอครับ เมื่อช่วงเที่ยงพี่ลูกแก้วบอกว่ายกอาหารเข้าไปให้ แต่เห็นว่าเพลียไข้ไม่ตื่น เลยยังไม่ปลุกให้กินข้าวกินยา”

มีนามัวยุ่งกับงาน ไม่ได้ถามใครเลย เข้าใจเอาเองว่าลูกแก้วคงจัดการให้เรียบร้อยเสร็จ

ไม่รู้ตอนนี้ตัวเล็กหิวท้องร้องรึยัง

“ขอบใจท็อป” คนร่างสูงโปร่งวางปากกาในมือลง แล้วพับสมุดเก็บเข้าลิ้นชัก “เดี๋ยวพี่จัดการเอง”

 

ปลาทองดิ้นขลุกขลักใต้ผ้าห่ม เปลือกตากดปิดแน่น เหงื่อเม็ดโป้งผุดพราวเต็มหน้าแดงจัด

กำลังฝัน… ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนทุกค่ำคืน !

ใต้รัศมีจันทร์รุบรู่เพราะเมฆบัง ในม่านหมอกสีขาวถมทับ เธอแอบซ่อนในรูมืด คับแคบ ร่างกายทุกส่วนถูกสะกดตรึง พยายามดิ้นรนแต่ไม่อาจเขยื้อนขยับ ไม่ใกล้ไม่ไกล ช่องทางอันแสงสลัวมัวเมาลอดผ่าน ผู้ชายตัวสูงใหญ่ ผิวกายดำมะเมื่อม ดวงหน้าเลอะเลือน ยืนปักหลักคล้ายต้องการจะคอยท่าฉุดกระชากเธอออกจากที่กำบัง ไล่เท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมผละสายตา

ยังคงจับจ้องด้วยดวงนัยน์ดำลึก

ปลาทองเบียดตัวเข้าในความมืด ซุกซุนเข้าในความคับแคบ ทำตัวให้เล็กลง… เล็กลง… ประหนึ่งจะจมหาย

หนี !

เพื่อไม่ให้สายตาคู่นั้นหาเจอ !!

เด็กสาวผวาตื่นพร้อมกับรอยสะอื้นสะท้อนในอก พราวน้ำเกาะแพขนตาหนาเสียชุ่ม แม้ไข้รุม ๆ และมึนหัวไม่น้อย ทว่าเธอยังฝืนลุกนั่งเพื่อตั้งสติ

ในวินาทีแรกจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ไหน หากเมื่อเห็นสภาพเป็นระเบียบเรียบร้อยของห้อง ความสะอาดสะอ้าน และกลิ่นหอมจาง ๆ ของกาแฟ รอยระลึกซึ่งซึมซาบในดวงใจก็เอ่อไหลเข้าในความทรงจำ

ที่นี่ คงเป็นห้องของผู้หญิงคนนั้นนั่นแหละ

เจ้าของ Pisces Café ผู้โง่เขลาและอ่อนโยน

แค่ลองมา… ถามเล่น ๆ ไม่คิดว่ายัยนั่นจะใจดี ยอมยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ถามไม่ไถ่ความเป็นมาเป็นไปของเธอสักคำ

โง่ ! โง่ที่สุด ! ผู้หญิงคนนั้นจะรู้ไหมว่าตัวเองจะต้องเจออะไรในอนาคต !!

ปลาทองยิ้มเหงา สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเลิกผ้าห่มทิ้ง โผเผจากเตียง แง้มประตูห้องเปิด อย่างไรเสียเธอคงอาศัยที่นี่ต่อไม่ได้ ต้องกลับคุกของเธอ

กลับเหรอ… น่าตลก ม่านกรงนั่น มันติดสอยห้อยตามเธอไปทุกที่ไม่ใช่หรือ !

 

นอกห้องเป็นทางเดินยาว สุดทางข้างหนึ่งเหมือนจะเชื่อมต่อกับโซนคาเฟ่ ส่วนอีกสุดทางข้างหนึ่ง คล้ายจะเป็นประตูหลังร้าน

ไม่เห็นใครสักคน ปลาทองจึงย่อง ๆ ก้มหน้าก้มตาไปยังทางออกด้านหลัง ครั้นประตูเปิด แสงตะวันเจิดจ้าทิ่มแทง

“จะไปไหนคะ”

น้ำเสียงที่เริ่มคุ้นเคยทีละนิด ทีละน้อย เอ่ยถาม ปลาทองสะดุ้งโหยงแต่เก็บอาการได้ จึงทำเพียงหันขวับจับจ้องต้นเสียง ในความพร่าพรายของประกายตาเจ็บ ไม่คาดคิดว่ามีนาจะยืนข้าง ๆ

เหมือนมา… ดักรอ…

“ไป…” ปลาทองรีบตีหน้าซื่ออย่างคนฝึกมาดี “ห้องน้ำ”

“ห้องน้ำอยู่ในห้องนอน”

“ไม่เห็น”

มีนาเลิกคิ้วแทนคำถาม ‘แน่ใจเหรอ’ ครั้นเห็นอีกฝ่ายตีหน้ายุ่ง เธอก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะเบา ๆ ออกมาแทน มือเรียวบางยื่นชูครีมส่งให้ กลิ่นวานิลลาหอม ๆ เย้ายวนจนกระเพาะครวญคราง

“กินอะไรหน่อยสิ หลับยาวมาตั้งแต่เมื่อคืน หิวแย่”

ปลาทองเกร็งมือ ไม่ยอมเอื้อมออกไปรับ ดวงหน้าจิ้มลิ้มเบือนหลบ แอบกลืนน้ำลาย

“ไม่ชอบ ไม่กิน”

“อย่างอื่นมีนะ”

“ไม่ ฉันจะกลับแล้ว”

“กลับ” มีนาย้อนถาม แว่วเสียงกระจ่างใสเจือรอยละห้อยโหย “กลับ… หรือหนี”

คำถาม ดึงสายตาของปลาทองได้ทันควัน คนตัวเล็กปั่นป่วนมวนท้องประหนึ่งมีกระแสน้ำวนไหลพัด

วูบหนึ่ง อยากจะโกรธที่ถูกล้วงความคิดจิตใจ

หากอีกเสี้ยวหนึ่ง กลับยินดี ที่มีใครสัมผัสตัวตนของเธอได้จริง ๆ

ไม่ใช่แค่… ฝันกลางวัน

มีนาคลับคล้ายจะรับรู้กระแสสำนึกนั้น จึงจ้องลึกเข้าในดวงตากลมสวยของคนตัวเล็กที่ยังเบิกค้าง ริมฝีปากบางดั่งกลีบกุหลาบขยับถาม… ข้อความสื่อตรงจากภายใน

“เธอกำลังหนีอะไรกันแน่ ปลาทอง”

 

 

>>>โปรดติดตามตอนต่อไป